ก.ล.ต.-ตลท.เร่งยกระดับตรวจสอบภายใน ตั้งแต่เข้า IPO หวังปิดช่องโหว่-เรียกความเชื่อมั่น
“พรอนงค์” เดินหน้ายกระดับคุณภาพผู้ตรวจสอบภายใน ตั้งแต่ด่าน IPO ก่อนต่อยอดสู่ บจ. ชูบทบาท “Early Warning System” จับความเสี่ยงเชิงรุก ด้าน “อัสสเดช” ชี้บางธุรกรรมกว่าจะปรากฏในรายงานอาจผ่านไปหลายปี เร่งเพิ่มเครื่องมือช่วยตรวจจับความเสี่ยงให้เร็วขึ้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงานสัมมนา “คุณภาพ IA ผ่านเลนส์การประเมิน” ว่า ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการหารือเพื่อยกระดับคุณภาพและคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัท ตั้งแต่บทบาทของคณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ ระบบควบคุมภายใน ไปจนถึงคุณภาพของผู้ตรวจสอบภายใน โดยในส่วนของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งถือเป็น “เกณฑ์ขาเข้า” นั้น ก.ล.ต. มองว่าผู้ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบภายในควรมีคุณสมบัติที่สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพ
ขณะเดียวกัน เมื่อมีการยกระดับคุณสมบัติผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทที่กำลังจะเข้าตลาดแล้ว ในระยะต่อไปแนวทางดังกล่าวก็ควรต่อยอดไปสู่ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การมีใบรับรองหรือประกาศนียบัตรทางวิชาชีพเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจสอบภายในจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพ โดยสิ่งสำคัญคือคุณภาพและผลลัพธ์ของการทำงาน ซึ่งงานตรวจสอบภายในที่ดีต้องสามารถช่วยให้องค์กรมองเห็นและบริหารจัดการความเสี่ยงได้จริง
นางพรอนงค์กล่าวอีกว่า บทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน ในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนจากการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจและบริหารความเสี่ยงในเชิงรุก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทจดทะเบียนกำลังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งนำมาทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ
สำหรับการยกระดับระบบควบคุมและตรวจสอบภายใน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็น ได้แก่ การมองและบริหารความเสี่ยงในเชิงรุก การทำให้ระบบควบคุมภายในเกิดประสิทธิผลจริงมากกว่าการดำเนินการเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ หรือ “Tick the Box” และการสร้าง “Tone at the Top” โดยคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงต้องให้ความสำคัญกับระบบควบคุมภายใน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ และผู้บริหารระดับสูง มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง วัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร รวมถึงต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และสนับสนุนให้ผู้ตรวจสอบภายในสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ
“กิจการที่จะยั่งยืน ไม่ได้เป็นกิจการที่ไม่เคยมีปัญหา แต่กิจการที่จะยั่งยืนคือกิจการที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีพอที่จะรับมือกับปัญหาและความเสี่ยงต่าง ๆ ได้” นางพรอนงค์กล่าว
นางพรอนงค์กล่าวทิ้งท้ายว่า ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมบริษัทจดทะเบียน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ลงทุน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อสร้างตลาดหุ้นไทยให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพ รวมถึงเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและผู้ลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ดังนั้น ผู้ตรวจสอบภายในจึงควรพัฒนาไปสู่การเป็น “Trusted Advisor” และ “Strategic Partner” ขององค์กร รวมถึงเป็น “Early Warning System” ที่ช่วยตรวจจับ ประเมิน และป้องกันความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
ด้านนายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพงานตรวจสอบภายในเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันตลาดทุนไทยไปสู่การเป็นตลาดทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน (Trusted Marketplace)
โดยที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ พบพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่มีลักษณะผิดสังเกตในบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างมาก ซึ่งจำเป็นต้องติดตามและขอให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เพราะข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ดี หากต้องรอจนรายงานออกมา ธุรกรรมบางรายการอาจเกิดขึ้นไปแล้วเป็นเวลาหลายปี ดังนั้น จึงต้องเพิ่มเครื่องมือให้คณะกรรมการตรวจสอบและผู้ตรวจสอบภายในสามารถทำหน้าที่ได้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้องไปถึงนักลงทุนได้รวดเร็วขึ้น
พร้อมมองว่า ผู้ตรวจสอบภายในไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ตำรวจ” ขององค์กร หรือมีไว้เพื่อปฏิบัติให้ครบตามข้อกำหนด แต่ควรเป็นพันธมิตรสำคัญของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริษัท เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย