ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ “Thailand Focus” ปีนี้ นักลงทุนโยนคำถามสำคัญแนวทางปั๊มเศรษฐกิจให้เติบโต
“อัสสเดช” ชี้นักลงทุนโลกกลับมามองไทย หลัง SET ทะยานจาก 1,200 สู่ 1,600 จุด จับโอกาสลงทุนรอบใหม่จาก Data Center-Semiconductor-EV พร้อมเร่งเปิดทาง New Economy เข้าระดมทุน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า การจัดงาน Thailand Focus ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดขึ้นในฐานะงาน Flagship เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยและตลาดทุนไทยต่อนักลงทุนทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักลงทุนเห็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจ รวมถึงแนวทางขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระยะต่อไป
โดยภาพรวมตลาดทุนไทยปีนี้มีพัฒนาการเชิงบวกอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวจากระดับประมาณ 1,200 จุด มาอยู่บริเวณ 1,600 จุด หรือเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 30% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน มาอยู่ที่มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกกลับมาเป็นบวก จากปีก่อนที่ไหลออกสุทธิประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 70,000 ล้านบาทในปีนี้ สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดทุนไทยเริ่มกลับมาอย่างชัดเจน
บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นส่วนหนึ่งมาจากเสถียรภาพทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนในการดำเนินนโยบายและการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อประเทศ พร้อมกับเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ หลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน 5-10 ปี
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับงาน Thailand Focus ในปีก่อน ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มุ่งไปยังเรื่องกฎระเบียบ (Regulation) นโยบายภาครัฐ และการบริหารความเสี่ยง มาเป็นมุมมองแบบ Forward-looking มากขึ้น โดยคำถามสำคัญคือประเทศไทยจะสร้างการเติบโตใหม่อย่างไร และจะผลักดันเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับที่ควรจะเป็นได้อย่างไร
ดังนั้น ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทิศทางดังกล่าว โดยภายในงานมีการนำเสนอภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงแนวทางเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านพลังงาน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ของประเทศ พร้อมวางแนวทางเชื่อมโยงการทำงานของแต่ละภาคส่วนในลักษณะ “กองหน้า กองกลาง กองหลัง” เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย การลงทุน และภาคธุรกิจทำงานสอดประสานกัน และนำไปสู่การยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับงาน Thailand Focus ปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะและให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันทั้งแบบ One-on-One Meeting และกลุ่มย่อยรวม 77 บริษัท เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และศักยภาพการเติบโตโดยตรง จับตา Data Center-Semiconductor-EV เปลี่ยนคำขอลงทุนเป็น “เม็ดเงินจริง”
นายอัสสเดชกล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ Data Center, Semiconductor และการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะท้อนจากโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญจากนี้คือการเปลี่ยนมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้กลายเป็น “การลงทุนจริง” ในประเทศ ทั้งการก่อสร้างโครงการ การสร้างงาน และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยโครงการ Thailand Fast Pass จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งกระบวนการลงทุน เพื่อให้โครงการที่ได้รับอนุมัติสามารถเดินหน้าไปสู่การลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น และทำให้ประเทศไทยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับนำไปสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลก
นอกจากอุตสาหกรรมใหม่แล้ว ธีม AI ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารไทยได้รับความสนใจเช่นกัน แม้มีข้อสังเกตจากนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับ Foreign Limit ของหุ้นธนาคารไทยที่อาจอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ส่วนกลุ่มพลังงานมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนใหม่ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับตลาด IPO ปีนี้มีจำนวนบริษัทเข้าจดทะเบียนไม่มาก และขนาดการระดมทุนโดยรวมยังค่อนข้างเล็ก ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะตลาดก่อนหน้านี้ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการกำหนดราคาและการระดมทุน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังบริษัทต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้ความสนใจระดมทุนผ่านตลาดทุน สะท้อนว่าบรรยากาศเริ่มเอื้อต่อการทำ IPO มากขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถแข่งขันกับตลาดทุนต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
การเพิ่มความคล่องตัวของกฎเกณฑ์จะต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเฉพาะการกำกับดูแลบนหลัก Disclosure-based ที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งความเสี่ยง รูปแบบธุรกิจ และแผนการเติบโต เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงเติบโตได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังทำงานร่วมกับ BOI เพื่อศึกษาแนวทางดึงบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ให้สามารถใช้ตลาดทุนไทยเป็นช่องทางระดมทุน โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางให้เป็นรูปธรรมเพื่อใช้เชิญชวนบริษัทกลุ่มดังกล่าวในอนาคต
อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติคือ JUMP+ ซึ่งสะท้อนบทบาทเชิงรุกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสนับสนุนและยกระดับบริษัทจดทะเบียน หัวใจสำคัญของ JUMP+ คือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีแผนการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน ทั้งแผนธุรกิจและการลงทุน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับ Governance และ Sustainability เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพและทิศทางของบริษัทในระยะยาวได้
สำหรับ Thailand Focus ครั้งนี้ มีบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ จำนวน 15 บริษัท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากการมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้ ถือเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจลงทุน
อีกเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความสนใจของนักลงทุนไปสู่ตลาดทุนภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด ASEAN Connect
ในส่วนความร่วมมือกับจีน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาโครงการจัดทำดัชนีที่เชื่อมโยงตลาดจีน ฮ่องกง และตลาดอื่น โดยแนวคิดเบื้องต้นอาจกำหนดสัดส่วนประมาณ 60% จากตลาดจีนและฮ่องกง และอีก 40% จากตลาดอื่น ซึ่งอาจเป็นตลาดไทยหรืออาเซียน รูปแบบดังกล่าวสามารถออกแบบได้หลายลักษณะ ทั้งดัชนีตามธีม หรือดัชนีที่รวมหุ้นจากหลายตลาด ก่อนนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ETF เพื่อสร้างช่องทางให้นักลงทุนจีนสามารถกระจายเงินลงทุนออกมายังตลาดต่างประเทศ
“โครงการดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา โดยต้องพิจารณารูปแบบและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดทุนไทย รวมถึงหารือกับตลาดที่เกี่ยวข้องต่อไป
พลังงาน-การเมืองยังเป็นโจทย์ความเชื่อมั่น”