คลังดึงร้านทองเป็นด่านหน้าสกัดทุนเทา เชื่อมข้อมูล ‘บัตรคนจน-เครดิตบูโร’ ยังไม่กดปุ่ม ‘เก็บภาษี’
สมาคมค้าทองคำบุกถกคลัง หารือปมจัดเก็บภาษี “นพ.กฤชรัตน์ แม่ทองสุก” เผยหารือปลัดคลังแล้วยังไม่ “กดปุ่มเก็บภาษี” แต่ดึงร้านทองเข้าร่วมคณะกรรมการ Connect the Dot ให้เป็น “ด่านหน้า” สกัดทุนเทาใช้ช่องทางซื้อขายทองคำฟอกเงิน เล็งเชื่อมข้อมูล “บัตรคนจน-เครดิตบูโร” เช็กสถานะคนซื้อทอง
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด ในฐานะกรรมการสมาคมค้าทองคำ กล่าวภายหลังเข้าหารือที่กระทรวงการคลังถึงประเด็นจัดเก็บภาษีทองคำ ว่า วันนี้ (27 ส.ค.) สมาคมค้าทองคำได้เข้าปรึกษาหารือกับกระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังติดภารกิจ จึงได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง มารับเรื่องแทน พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
“ประเด็นที่เรากลัวเรื่องภาษี เราไม่ได้คุยกันเรื่องนี้เลย เพราะว่าทางปลัดคลังบอกว่า เรื่องนี้ยังเป็นจุดที่ภาครัฐยังไม่อยากกดปุ่ม โดยตอนนี้สิ่งที่ภาครัฐกังวลก็คือ การที่มีเงินเทาเข้ามาในระบบ แล้วเราจะตรวจจับอย่างไร แล้วก็พยายามหาวิธีที่จะ Connect the Dot เพื่อให้รู้ว่า ทองมีเส้นทางการเงินไปอย่างไร เงินที่เข้ามาซื้อทอง เงินมาจากไหน ซื้อทองแล้วเอาไปขายใคร ได้เงินอย่างไร แล้วก็ไปอย่างไร พูดง่าย ๆ ว่า Connect จุดที่ขาดตอน ทุกจุดเข้าด้วยกัน”
ขณะที่ทางสมาคมค้าทองคำ ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่จะควบคุมหรือการที่จะสามารถกำจัดทุนเทาไม่ให้เข้ามาในระบบได้ จะต้องมีหลักในการตรวจสอบ โดยองค์รวมของความเสี่ยงของประชาชน หรือบุคคลที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อที่จะเชื่อมข้อมูล หรือเครดิตบูโรได้ว่า คน ๆ นั้นมี Wealth หรือมีความสามารถพอหรือไม่ ที่จะซื้อทองคำในวงเงินสูง ๆ เช่น 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท คือไม่ใช่แม่ค้ารถเข็น แต่ซื้อทอง 5 ล้านบาทได้ หรือคนขับรถซื้อทองได้ 100 ล้านบาท
ซึ่งการเชื่อมข้อมูลกับเครดิตบูโรนั้น กระทรวงการคลังยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ เพราะมีข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือข้อมูลคนจนอยู่ โดยหากเป็นผู้ที่อยู่ในระบบบัตรคนจน แต่สามารถซื้อทองได้เป็นแสนเป็นล้านบาท ก็คงผิดปกติ ดังนั้น ต้องนำระบบ Centralized AML intelligence platform มาใช้ เพื่อตรวจสอบ เพราะปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่ามีหลายรูปแบบ เช่น รับจ้างเข้าไปรับทองจากร้าน เพราะซื้อได้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย เป็นต้น
“พูดง่าย ๆ ว่า วันนี้เราเน้นประเด็นเรื่องของการที่จะไม่ให้ทุนเทาเข้ามาในระบบซื้อขายทองคำได้อย่างไร ส่วนเรื่องภาษี ปลัดคลังบอกว่า ยังไม่ใช่ประเด็นที่ทางคลังคิดอยู่ เราก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง เพราะท่านบอกว่ายังไม่ได้กดปุ่ม”
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ทางกระทรวงการคลัง จะเชิญให้สมาคมค้าทองคำ เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ Connect the Dot ที่จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นด่านหน้า ที่จะเจอกับธุรกรรมเหล่านี้ จะสามารถรับรู้ได้อย่างไรว่า เป็นธุรกรรมต้องสงสัย หรือธุรกรรมต้องห้าม นอกจากทุกวันนี้ที่เราทำ KYC และ CDD อยู่แล้ว กล่าวคือ เราจะเพิ่มมาตรการคุมพวก Red flag หรือกลุ่มที่มีความสุ่มเสี่ยงมากขึ้น
“ต้องยอมรับว่า ทองคำเป็นสินค้าที่แปลงเป็นเงินสดได้ง่าย หรือมูฟข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ ข้ามพรมแดนตรงไหนก็ได้ ดังนั้น เราก็อยากให้ภาครัฐเห็นว่า ทองคำไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เราเป็นด่านหน้าที่จะช่วยตรวจจับความผิดปกติมากกว่า ดังนั้นระบบที่จะ Connect the Dot ตอนนี้คนที่จะทำได้ต้องมี 4-5 องค์กรใหญ่ ๆ ระดับชาติ คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สมาคมค้าทองคำ, ธนาคาร และตำรวจ หรือตำรวจไซเบอร์”
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันร้านทองใหญ่ ๆ ประมาณ 10 แห่ง จะล็อกระบบแล้ว แต่ก็มีการไปดำเนินการผ่านทางร้านทองย่อยที่มีกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งร้านย่อยก็จะนำทองมาขายให้ร้านทองรายใหญ่ พอตรวจสอบออกมาก็ไม่ได้พบความผิดปกติ เพราะทำธุรกิจปกติ
ส่วนเรื่องภาษีนั้น ทางสมาคมค้าทองคำเสนอว่า อยากให้ภาครัฐมองอุตสาหกรรมทองคำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อที่จะทำให้เกิดการเจริญเติบโตในลักษณะเป็น “Gold Hub” แล้วจะทำให้ประเทศชาติเติบโตไปกับอุตสาหกรรมค้าทองคำได้ เพราะการซื้อขายทองคำตอนนี้โตเป็นอันดับ 2 ของการนำเข้าส่งออกแล้ว ดังนั้น สมาคมจึงมองว่าอย่าไปคิดเรื่องภาษีเลย ไม่ว่าจะระดับไหน เนื่องจากตอนนี้ทุกประเทศที่เจริญแล้วในโลก จะไม่มีการเก็บภาษีทอง แถมยังมีภาษีที่จูงใจ อย่างเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น
“วันนี้ เราก็พรีเซนต์ให้เห็นว่า ไม่ว่าภาครัฐจะนำระบบภาษีมาใช้อย่างไร มันจะเป็นผลร้ายต่ออุตสาหกรรมอย่างยิ่ง ปลัดคลังก็บอกว่า เรื่องภาษีไม่ต้องพูดหรอก เพราะถ้าจะเก็บ ก็จะไม่บอกหรอก แล้วท่านก็บอกว่า อยากให้มาช่วยกันแก้ปัญหาทุนเทาเป็นหลัก เรื่องภาษียังไม่คุย”