กบข.ดันแก้กฎหมายขยายสิทธิ ดึงอดีตสมาชิกกลับมาออม ศึกษาแผน TPA ปรับพอร์ตตามปัจจัยเสี่ยง
กบข.ดันแก้กฎหมายขยายสิทธิดึงอดีตสมาชิกกลับมาออม ศึกษาแผน TPA ปรับพอร์ตตามปัจจัยเสี่ยง คาดเสนอแนวทางสิ้นปี
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กบข.ได้ร่างกฎหมายเพื่อเสนอแก่คณะกรรมการ กบข. และจะเสนอกระทรวงการคลังต่อไป เพื่อเสนอแก้กฎหมาย กรณีขยายสิทธิตามกฎหมายให้แก่สมาชิก เพื่อ 1.ให้อดีตสมาชิกนำเงินก้อน กบข.ที่ได้รับตอนเกษียณ กลับมาให้ กบข.บริหารต่อ 2.ให้สิทธิอดีตสมาชิกส่งเงินบำนาญรายเดือนหรือเบี้ยหวัดกลับมาให้ กบข.บริหาร และ 3.จัดสิทธิสวัสดิการให้แก่ผู้ออมต่อ นอกจากนี้ยังพัฒนาทางเลือกการบริหารเงินหลังเกษียณ
“หลายคนที่ผมเจอตอนไป กบข.สัญจร บางคนที่เคยได้รับเงินก้อนไปแล้วตอนเกษียณ อยากเอาเงินก้อนนั้นกลับมาออม ปัจจุบันกฎหมายยังทำไม่ได้ หลายคนอาจบอกว่าเมื่อให้ออมต่อ แต่มีคนออมต่อน้อย อาจจะขัดกับการให้คนนำเงินบำนาญกลับมาออม แต่เนื่องจากบางคนมีหนี้และต้องนำเงินก้อนไปใช้หนี้ก่อน และหลังจากนั้นมีเงินบำนาญทุกเดือนที่อยากนำมาออม แต่กฎหมายยังทำไม่ได้ ซึ่งมันสมเหตุสมผลที่เขาจะไม่ออมต่อ แต่อยากออมเงินบำนาญ” นายศรพลกล่าว

นายศรพลกล่าวว่า กบข.รับทราบ Pain Point ดังกล่าวของ กบข. และขณะนี้ได้มีการยกร่าง และผลักให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อแก้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติให้เร็วที่สุด
“เรามีการสำรวจสมาชิก 1 แสนคน พบว่ากว่า 80-90% ของสมาชิกสนใจนำเงินมาออมต่อ เรามีคณะทำงานย่อยที่มี กบข. กฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ซึ่งได้คุยกันเบื้องต้นว่าการแก้กฎหมายมีประโยชน์ ซึ่งมีร่างกฎหมายแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอบอร์ด กบข. และกระทรวงการคลังจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าเสนอเข้าสภาฯ เป็นอันดับต่อไป” นายศรพลกล่าว
ข้อมูลเกี่ยวกับ กบข. ขณะนี้ มีจำนวนสมาชิก 1.29 ล้านคน มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด 1.58 ล้านล้านบาท สำหรับแนวโน้มปัจจุบัน ด้านการลงทุน สิ่งที่น่าสนใจคือการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ที่เดิมจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตปลอดภัยขึ้น แต่พบว่าในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนหุ้นและพันธบัตรไม่เหมือนเดิม กล่าวคือ หุ้นและพันธบัตรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หุ้นตก พันธบัตรก็ตก ทำให้ประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงต่ำนับตั้งแต่ปี 2019
นายศรพลกล่าวว่า หลาย ๆ กองทุนในต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการบริหารสินทรัพย์แบบ SAA (Strategic Asset Allocation) คือทุก ๆ 3-5 ปี จะดูการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ สัดส่วนเท่าไร และยึดสัดส่วนในไปอีก 3-5 ปี ซึ่งใช้กันมา 30 กว่าปี แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่าง ๆ เปลี่ยนบ่อย ก็ต้องหันไปบริหารสินทรัพย์รูปแบบอื่น
รวมทั้งการบริหารสินทรัพย์แบบ TPA (Total Portfolio Approach) ที่มองพอร์ตเป็นองค์รวม ไม่ได้แยกเป็นประเภทสินทรัพน์ ซึ่งบริหารโดยคำนึงถึงความเสี่ยง (Risk Factors) ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อเลือกลงทุนในสินทรัพย์ เป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย Factor Lens
“ปัจจุบัน กบข. บริหารพอร์ตแบบ Hybrid TPA แล้วในบางส่วน สิ่งที่ผมได้คุยกับบอร์ดคือประเทศอื่นนั้น การวัดผล การ sourcing คน การทำ culture ของการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง มีการปรับอย่างไร และจะเสนอว่า กบข.ควรจะเดินหน้าไปทางไหน ในช่วงสิ้นปี” นายศรพลกล่าว
นายศรพลกล่าวถึงสิ่งที่อยากเห็น คือสมาชิกมีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ และทำให้ กบข.เป็นองค์กรที่มีความพร้อมสู่อนาคต รวมทั้งทำให้ กบข.เป็นกลไกในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเทศ ทว่าจากข้อมูลของ กบข. พบว่าสมาชิกเกษียณ ปี 2569 ส่วนใหญ่ที่ 39% รับเงินก้อนจาก กบข. 1-1.5 ล้านบาท ขณะที่หนี้เฉลี่ยของข้าราชการอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท “แสดงว่าเงินก้อนที่ได้รับจาก กบข.จะนำไปใช้โปะหนี้พอดี”