เอกนิติชี้ปีงบ’69 ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลัง 1 หมื่นล้าน มองลดภาษีน้ำมัน เสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤต
เอกนิติ ชี้ปีงบ’69 ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลัง 1 หมื่นล้าน มองลดภาษีน้ำมัน เสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤต ต้องดูความเหมาะสม-ฐานะการคลัง
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยจัดการกับวิกฤตดังกล่าวผ่าน 3 เครื่องมือ ได้แก่ 1) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, 2) ผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่น และ 3) ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไม่ได้ลดภาษีน้ำมัน เนื่องจากจะทำให้รายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังคงสูง ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องกู้เพิ่มอยู่ดี ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานด้วย
“สิ่งที่กำลังพิจารณาคือ เมื่อเครื่องมือที่ 1 เต็ม ก็ใช้เครื่องมือที่ 2 คือการลดค่าการกลั่น ก็ใช้เสริมแล้ว และกำลังพิจารณาเครื่องมือที่ 3 ซึ่งถ้าใช้ ต้องทำให้เหมาะสมกับฐานะการคลัง” ดร.เอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ หากมีการใช้เครื่องมือภาษีน้ำมัน จะหารือหลักการร่วมกัน โดยมีเงื่อนไขเพื่อช่วยเหลือราคาน้ำมัน E20 และ B20 ซึ่งจะเป็นการลดภาษีเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศ
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการบริหารจัดการมาตลอดนั้น บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราดำเนินการสามารถดูแลผลกระทบด้านพลังงานได้ดีขึ้น เช่น ล่าสุดที่ Fitch Rating ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือจากติดลบเป็นมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ชี้ว่าบทเรียนจากต่างประเทศที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า หากลดภาษีน้ำมัน และฐานะการคลังไม่ดี จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการ และทำนโยบายให้คนไทยดีขึ้น ประเทศมั่นคง “ผมใช้ทุกเครื่องมืออย่างถูกจังหวะ”
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ประเทศไทยเหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Room) สำหรับการกู้เงินเพียง 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งหากลดภาษีน้ำมันจะทำให้เกิดวิกฤตการคลังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับปีงบประมาณ 2570 จะต้องพิจารณาพื้นที่ทางการคลังอีกครั้ง เพื่อให้บริหารได้อย่างเหมาะสม