ตลท. ปลุกงานวิจัยใช้จริง ดัน 142 บจ. JUMP+ เร่งเพิ่มมูลค่ากิจการ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยตลาดทุนสู่การใช้งานจริง เตรียมนำข้อค้นพบด้าน ESG-ธรรมาภิบาล-Climate Risk หนุน 142 บริษัทในโครงการ JUMP+ เพิ่มศักยภาพและมูลค่ากิจการ พร้อมกางแผนปี 2570 เปิด 2 เวทีใหญ่ ปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุน
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมนำองค์ความรู้และข้อค้นพบจากงานวิจัยด้านตลาดทุนไปสื่อสารและต่อยอดให้เกิดการใช้งานจริงกับบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ จำนวน 142 แห่ง เพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ ยกระดับศักยภาพ และสร้างมูลค่ากิจการอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างระหว่างภาควิชาการกับภาคปฏิบัติ โดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการให้งานวิจัยไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงในเชิงวิชาการ แต่สามารถนำข้อค้นพบไปใช้ประโยชน์กับตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนได้จริง
สำหรับปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มธีมพิเศษที่เชื่อมโยงกับโครงการ JUMP+ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มมูลค่ากิจการ โดยให้ความสำคัญกับประเด็น Governance, Green และ Compliance มีงานวิจัยที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว อาทิ การยกระดับ ESG Score กับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผลกระทบของธรรมาภิบาลต่อมูลค่ากิจการ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) กับต้นทุนและมูลค่ากิจการ
ข้อค้นพบจากงานวิจัยสะท้อนว่า การยกระดับ ESG สามารถช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากภาระหนี้สินในระดับสูงที่มีต่อมูลค่ากิจการ ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการเปิดเผยข้อมูล Climate Risk เนื่องจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลในประเด็นดังกล่าวมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในอนาคต และอาจส่งผลต่อมูลค่ากิจการ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเตรียมนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเหล่านี้ไปสื่อสารและต่อยอดกับบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ 142 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และ Climate Action
เป้าหมายคือการเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนนำข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประกอบการบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางแผนดำเนินงานด้านงานวิจัยในปี 2570 โดยเตรียมจัดกิจกรรมสำคัญ 2 งาน เพื่อส่งเสริมและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุนไทย
กิจกรรมแรกเป็นงานวิจัยสำหรับอาจารย์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2570 โดยดำเนินการร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ส่วนอีกกิจกรรมเป็นงานวิจัยด้านการลงทุนสำหรับนักศึกษา ซึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า การสนับสนุนงานวิจัยมีเป้าหมายทั้งการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ และพัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยโจทย์การวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องของบริษัทจดทะเบียน แต่ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาค ประเด็นทางสังคม พฤติกรรมของตลาด ไปจนถึงบทบาทและอิทธิพลของ Influencer ที่มีต่อตลาดทุน
การเปิดพื้นที่ให้หัวข้องานวิจัยมีความหลากหลาย ยังช่วยให้การศึกษาตลาดทุนเชื่อมโยงกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถนำผลการศึกษากลับมาต่อยอดกับการพัฒนาตลาดทุนได้มากขึ้น
สำหรับโครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 13 โดยการสนับสนุนทุนวิจัยประจำปี 2569 มีนิสิตนักศึกษาจาก 15 คณะ 10 มหาวิทยาลัย ส่งผลงานเข้าร่วมรวม 29 หัวข้อ
ผลงานทั้งหมดผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคตลาดทุน ภาคการศึกษา และตัวแทนจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนคัดเลือกเหลือ 5 ผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและรางวัล
ตลอดการดำเนินโครงการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การสนับสนุนทั้งด้านฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม และทุนวิจัย พร้อมปรับโจทย์การศึกษาให้สอดคล้องกับพัฒนาการและความท้าทายของตลาดทุนในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับปี 2569 การเชื่อมโจทย์งานวิจัยเข้ากับ JUMP+ จึงเป็นอีกแนวทางที่ทำให้งานวิชาการเข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น ESG ธรรมาภิบาล และ Climate Risk ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ต้นทุน และมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยด้านตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างทั้งนักวิจัยรุ่นใหม่และองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดในภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผลงานวิจัยเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาบริษัทจดทะเบียนและตลาดทุนไทยในระยะยาว