IMF ชี้เสี่ยง AI ปรับฐาน กระทบเงินทุนโลก ย้ำไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน
IMF ห่วงความเสี่ยงจากการลงทุนใน AI กระจุกตัวสูง ผลตอบแทนต่ำกว่าคาดอาจกระทบมูลค่าสินทรัพย์และทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น พร้อมชี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมให้อัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่รองรับความผันผวนตามกลไกตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวรายงานเสถียรภาพการเงินโลก Global Financial Stability Report ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วันที่ 13 ต.ค. โดยมีตัวแทนจาก IMF ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย อาธานาซิออส แวมวากิดิส (Athanasios Vamvakidis) รองผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตราเจสัน วู (Jason Wu) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตราและคาโย เฟอร์เรรา (Caio Ferreira) รองหัวหน้าฝ่าย แผนกตลาดการเงินและเงินตรา มาร่วมแถลงข่าว
โดยผู้บริหาร IMF กล่าวว่า แม้การลงทุนใน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโลก แต่การกระจุกตัวของเงินลงทุนและความคาดหวังต่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยง หากการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง

ผู้บริหาร IMF กล่าวว่า การส่งออกสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และช่วยสร้างกันชนให้กับดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
แต่หากตลาด AI เกิดการปรับฐานราคา ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออกฮาร์ดแวร์ของไทย แต่ยังอาจส่งผ่านไปยังการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า และเพิ่มความเสี่ยงเงินทุนไหลออก
IMF จึงเน้นย้ำว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมก่อนเกิดแรงกระแทก โดยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินไว้ล่วงหน้า พร้อมปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความผันผวนตามกลไกตลาด
สำหรับการแข่งขันพัฒนาโมเดล AI รวมถึงจากจีนว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันขอบเขตเทคโนโลยี โดยสถานการณ์ในระยะต่อไปอาจเกิดขึ้นได้ทั้งการที่นักลงทุนค่อย ๆ ปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างกะทันหันว่าการสร้างรายได้จาก AI ต่ำกว่ามูลค่าการลงทุนอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์และเพิ่มความผันผวนในตลาด
ผู้บริหารเอไอเอ็มเอฟ กล่าวต่อว่า AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจริงขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด แม้การประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับตึงตัวเกินไป เนื่องจากผลกำไรของบริษัทเติบโตขึ้น แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การลงทุนในธุรกิจ AI ซึ่งมีการกระจุกตัวสูงมาก
หากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง หรือการลงทุนจำนวนมากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (spreads) ปรับตัวสูงขึ้น และนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะเพิ่มความตึงตัวในตลาดการเงินและส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจจริง
นอกจากนี้ได้มีการเปิดเผยผลวิเคราะห์ธุรกรรมสาธารณะ 14 รายการในกลุ่ม AI ของ IMF คือการตรวจสอบโครงสร้างธุรกรรมทางการเงินสาธารณะจำนวน 14 รายการในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) กับบริษัท AI รายย่อยหรือบริษัทคู่ค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน พบการลงทุนในส่วนทุน (equity) ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนผ่านหนี้หรือโครงสร้างนอกงบดุล ประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีข้อผูกพันในการซื้อสินค้าและบริการหรือรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยหากธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้ตามเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ มูลค่าการลงทุนในหุ้นลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย และรายได้ในอนาคตไม่เป็นไปตามข้อผูกพัน ซึ่งอาจขยายผลกระทบไปยังผู้ลงทุนและเจ้าหนี้ในวงกว้าง
นอกจากนี้ การถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจโลกผ่านผลกระทบด้านความมั่งคั่ง แต่หากเกิดการปรับฐานก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นกัน
ทั้งนี้ หากเกิดการปรับฐานในตลาด AI ผลกระทบอาจลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง เนื่องจากการเติบโตในปัจจุบันส่วนหนึ่งพึ่งพาความแข็งแกร่งของหุ้น AI ขณะที่พื้นที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของภาครัฐมีจำกัดกว่าวิกฤตในอดีต
โดยสาเหตุสำคัญคือหลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อย ขณะที่ธนาคารกลางยังต้องดำเนินนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงไม่สามารถเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงตลาดได้อย่างไม่มีข้อจำกัด หากตลาดเกิดความผันผวนรุนแรง
สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยและความผันผวนกำลังกลับเข้าสู่ระดับปกติในแบบก่อนวิกฤตการเงินโลก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการสิ้นสุดยุคดอกเบี้ยต่ำและมาตรการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลาง (QE) แรงกระแทกจากราคาพลังงานท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าคาด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากลไกตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินมากขึ้น โดยประเมินความเสี่ยงด้านการคลัง นโยบายเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนผ่านราคาสินทรัพย์
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ IMF ให้ความสำคัญคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขยายตัวของระบบดิจิทัลที่เพิ่มช่องทางการโจมตี การพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เฉพาะรายในระดับสูง และการพัฒนาเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ด้วย AI โดยทั่วโลกยังขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ประมาณ 40% ทำให้การรับมือกับภัยคุกคามมีข้อจำกัด
โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรไม่มาก แนวทางรับมือจึงควรให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ cyber hygiene เพิ่มขีดความสามารถในการกำกับดูแลและประสานงานข้ามพรมแดน รวมถึงกำกับดูแลผู้ให้บริการภายนอกที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (risk appetite) ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่เมื่อความไม่แน่นอนยังสูง ทุกประเทศจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงล่วงหน้า และเพิ่มกันชนรองรับสถานการณ์เลวร้าย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินหากเกิดแรงกระแทกที่ไม่คาดคิด