ธุรกิจ 4 เซ็กเตอร์ชะลอออกหุ้นกู้ยอดคงค้าง 3 ปีลดฮวบ
ภาวะการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ของไทยปี 2569 นี้ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) จะไม่ได้กระชากขึ้นรุนแรง หรือผันผวนหนักเหมือนในต่างประเทศ แต่ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ก็ทำให้ธุรกิจจำนวนไม่น้อย ออกหุ้นกู้กันลดลง
ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 พบว่า การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น หุ้นกู้ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) มูลค่า 593,418 ล้านบาท และหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) มูลค่า 36,244 ล้านบาท
ทำให้ ThaiBMA ประเมินว่า การออกหุ้นกู้ปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมาย 880,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสสุดท้าย มีหุ้นกู้ครบกำหนดอีกประมาณ 170,000 ล้านบาท ซึ่งยอดรวมทั้งปีอาจมีลุ้นแตะระดับราว 800,000 ล้านบาทได้แต่ยังน้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม เนื่องจากบริษัทใหญ่หลายแห่งหันไปกู้ธนาคารแทน เพราะจากสภาพคล่องในระบบธนาคารมีสูงมาก
และธนาคารพาณิชย์เสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จูงใจ เพื่อแข่งกันปล่อยสินเชื่อ ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างการกู้เงินในประเทศและการออกหุ้นกู้ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น บริษัทขนาดใหญ่จึงเลือกกลับไปกู้เงินสั้นจากธนาคารหรือใช้เงินสดสะสมเดิม แทนการออกหุ้นกู้ใหม่และออกหุ้นกู้เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด (Rollover)
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่หันไปออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานอ้างอิงและการขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ
“อริยา” กล่าวอีกว่า ขณะที่ความผันผวนของตลาดจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ ที่มีผลให้ตลาดผันผวน ภาคเอกชนบางส่วนจึงชะลอการออกหุ้นกู้ยาว รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ชะลอการเปิดโครงการใหม่ตามกำลังซื้อในประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ลดลง
“ต้นทุนมีขยับเพิ่มขึ้นบ้างตามบอนด์ยีลด์รัฐบาลที่ค่อย ๆ ปรับขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก และยังไม่เท่ากับระดับเมื่อช่วงต้นปี 2568 และไม่ได้กระชากสูงขึ้นเหมือนของสหรัฐ ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี ซึ่งสาเหตุที่ต้นทุนไม่ปรับขึ้นแรง มาจากส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ต่ำสุดในรอบ 6 ปี หุ้นกู้ไทยอยู่ในจุดที่ต่ำมาก เมื่อนำไปบวกเพิ่มกับพันธบัตรรัฐบาล จึงทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้โดยรวมของเอกชนไม่ได้แพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้ ข้อมูล ThaiBMA ยังได้เปรียบเทียบในช่วงระยะเวลา 3 ปี นับจากปี 2566 พบว่า มี 4 เซ็กเตอร์มียอดหุ้นกู้คงค้างลดลงอย่างมาก โดยกลุ่มที่ลดลงมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ลดลงมากถึง 90,958 ล้านบาท รองลงมา กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ลดลง 78,552 ล้านบาท ต่อมากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ลดลง 51,154 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจการเงิน ลดลง 49,085 ล้านบาท
ขณะที่เซ็กเตอร์ที่มีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 3 ปีดังกล่าว ก็คือ กลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 57,303 ล้านบาท รองลงมา กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 20,613 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2569 นี้ มีบริษัทเอกชนไทย 4 แห่ง ที่ไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ วงเงินรวม 86,090 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.กลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย 26,700 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ 24,683 ล้านบาท 2.กลุ่มที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจด้านการเงิน ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จำนวน 31,208 ล้านบาท และ 3.กลุ่มธุรกิจการเงิน ได้แก่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,498 ล้านบาท