หุ้นไทยลุ้นแรงซื้อฝรั่งพยุง ‘กรุงศรี’ ชู 11 หุ้นเด่นรับน้ำมันพุ่ง-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
บล.กรุงศรี คาด SET แกว่งตัวกรอบ 1,560-1,585 จุด รับแรงหนุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุดรอบ 3 เดือน ราคาน้ำมันทะลุ 106 ดอลลาร์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล แต่ยังต้องระวังเงินเฟ้อสหรัฐสูงกว่าคาด กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย ฉุดหุ้นเทคทั่วเอเชีย
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า คาดดัชนีหุ้นไทย (SET Index) จะแกว่งตัวในกรอบ โดยมีแนวรับที่ 1,566 และ 1,560 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,581 และ 1,585 จุด แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามา รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยประมาณ 5,690 ล้านบาท นับเป็นยอดซื้อสุทธิรายวันสูงสุดในรอบประมาณ 3 เดือน สะท้อนแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.6-2.8% เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงปลายปี ได้แก่ โครงการ “บินทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” และ “Amazing Thailand เที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์” ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในประเทศ
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีโอกาสช่วยประคองดัชนี SET เนื่องจากมีสัดส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ประมาณ 11.2% ของตลาดหุ้นไทยทั้งหมด โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 106 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดในรอบประมาณ 3 สัปดาห์ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะรายงานเงินเฟ้อสหรัฐเดือนก.ย. 2569 ที่ออกมาสูงกว่าตลาดคาดการณ์ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 2.6% ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่องในช่วงปลายปี
โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. เป็นประมาณ 32% จากเดิม 20% ขณะที่การประชุมเดือนธันวาคม 2569 ตลาดให้น้ำหนักโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 100%
ความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง (High Growth) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย สอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชียช่วงเช้าที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงประมาณ 6% และดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 3.2% ทำให้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันตามทิศทางตลาดภูมิภาค
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก หุ้นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบด้วย PTT, PTTEP, PTTGC และ TOP
กลุ่มที่สอง หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 จะออกมาดี ได้แก่ BDMS, BH, GUNKUL และ MTC ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้แก่ AOT ในกลุ่มท่องเที่ยวและการเดินทาง รวมถึง LPN และ PSH ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ ประเมินว่าปัจจัยภายในประเทศ ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแรงหนุนจากหุ้นพลังงาน จะช่วยประคองตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น แม้ยังต้องติดตามความผันผวนของตลาดหุ้นต่างประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอย่างใกล้ชิด