เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุยกับ ‘สันติธาร เสถียรไทย’ สิ่งที่ได้จากเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก
Finance คุยกับ ‘สันติธาร เสถียรไทย’ สิ่งที่ได้จากเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก
โจทย์ใหญ่ ภัย AI – เงินดิจิทัล ชู บล็อกเชนโลก – แผนแม่บทกรุงเทพฯ
Tech โจทย์ใหญ่ ภัย AI – เงินดิจิทัล ชู บล็อกเชนโลก – แผนแม่บทกรุงเทพฯ
อุตุฯ เตือน ‘ใต้-ตะวันออก’ ฝนถล่มหนัก! กทม. อ่วมซ้ำรับมือฝนเพิ่ม 21-25 ต.ค.
News อุตุฯ เตือน ‘ใต้-ตะวันออก’ ฝนถล่มหนัก! กทม. อ่วมซ้ำรับมือฝนเพิ่ม 21-25 ต.ค.
ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Uncategorized ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ต.ค. 69) ปรับลง 0.12% อยู่ที่ 81,400 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ต.ค. 69) ปรับลง 0.12% อยู่ที่ 81,400 เหรียญสหรัฐ
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม โจทย์ ใหญ่ ‘ซูซูกิ ไทยแลนด์’
Automotive วัลลภ ตรีฤกษ์งาม โจทย์ ใหญ่ ‘ซูซูกิ ไทยแลนด์’
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
ดูทั้งหมด

คุยกับ ‘สันติธาร เสถียรไทย’ สิ่งที่ได้จากเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก

18 ต.ค. 2569 | 08:28น.
ดร.สันติธาร เสถียรไทย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

บนเวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรืองาน “IMF-World Bank Annual Meetings 2026” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดย “ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ที่ได้ร่วมเป็นวิทยากรในหลายเวที ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงแง่มุมที่น่าสนใจและสิ่งที่ได้จากเวทีดังกล่าว

ชู AI กระตุ้นเศรษฐกิจโลก

โดย “ดร.สันติธาร” กล่าวว่า ในงานประชุมครั้งนี้พูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) เยอะมาก เพราะเป็นหัวข้อสำคัญของธนาคารโลก และ IMF ซึ่งค่อนข้างชัดว่า AI มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของโลก ทำให้โลกที่แม้ว่าจะเจอเรื่องวิกฤตพลังงาน และดอกเบี้ยสูงขึ้น สามารถทนทานยืดหยุ่นอยู่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ AI ช่วยดัน Growth (อัตราการเติบโต) แต่ก็จะเห็นว่า Growth ที่ได้จาก AI ในปัจจุบันมันกระจุกตัวสูง เป็น K ขาบนกับ K ขาล่าง โดย K ขาบน คือ ถ้าคุณอยู่ในภาคการผลิต ห่วงโซ่การผลิตของ AI จะได้รับอานิสงส์เยอะ ได้ประโยชน์เต็ม ๆ แต่ประโยชน์ยังไม่กระจายไปสู่ขาล่าง หรือแม้แต่ขากลาง

“ผมว่าสิ่งที่เขาพูดขึ้นมามันไม่ใช่แค่ตัว K แต่มันเหมือนตัว E มีตัวกลางด้วย และตัวกลางนี่คือ Mass จริง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกไปอยู่ด้านล่างเหมือนกัน เพราะถูก Disrupt จากงาน ซึ่งเขาบอกว่าอย่าว่า แต่ K ขาล่างเลย จริง ๆ ขากลางนี่แหละ คนที่ทำอาชีพ Professional ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบัญชี การเงิน กฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์เองทั้งหลายนี้ พวกนี้จะถูก Disrupt อย่างมาก”

สิ่งที่เวทีพยายามจะผลักดัน คือ แทนที่จะเน้นว่า จะต้องไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิต AI เพื่อให้อยู่ใน K ขาบน แต่จะดีกว่าไหมถ้าใช้โมเดล AI ที่ไม่ต้องเป็น AI ใหญ่ ๆ แพง ๆ ก็ได้ แต่เป็นโมเดลถูก ๆ เรียกว่า Small AI มาใช้กับคนที่ทำอาชีพต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เขาเก่งขึ้น มี Productivity ดีขึ้น ลดต้นทุน ขายของเก่งขึ้นและสร้างรายได้ได้จริง ๆ

3 ประเด็นเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ

สำหรับประเด็นที่มองกันว่า ไทยได้อานิสงส์จาก AI แต่ยังโตรั้งท้ายอาเซียนนั้น “ดร.สันติธาร” กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ซึ่งน่าจะมาจาก 3 สาเหตุ เหตุผลแรก คือ ฐานของ Growth หรือ GDP ของไทยต่ำกว่าที่อื่น เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่ง AI มาช่วยได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ได้ทุกปัญหา

“ปัญหาหนึ่งของเราตอนนี้ ก็คือ สังคมสูงวัย วัยแรงงานเราไม่ได้โตเหมือนเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรามาดูตัวเลขต่าง ๆ จะเห็นเลยว่าประชากรวัยแรงงานที่หายไปมันลบ GDP ไปสักประมาณ 1% เลย และแน่นอนเราก็มีปัญหาโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นฐานเราต่ำอยู่แล้ว ต่อให้ AI มันมาบวก ก็อาจจะไม่ได้บวกมากจนชนะที่อื่นได้”

ประเด็นต่อมา ดัชนีชี้วัดของไทยวัดถูกต้องหรือไม่ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ปัจจุบันก็ได้อานิสงส์จาก AI เยอะมาก อย่างสิงคโปร์เมื่อก่อนโตได้แค่ 3% ล่าสุดโต 5%

“พอเราไปดูตรงนี้ก็เลยเข้าใจว่าทำไมเขาได้เยอะ แล้วไทยได้น้อย ด้านหนึ่งอาจจะเป็นว่าเขาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตลึกกว่าเรา อันนั้นเข้าใจได้ แต่อีกส่วนหนึ่งพอเริ่มมาดูจริง ๆ ก็เริ่มค้นพบเหมือนกันว่าตัววัดของเรา โดยเฉพาะตัววัดดัชนีอุตสาหกรรม มันอาจจะยังไม่ได้รวมพวก AI ทั้งหลายที่อยู่ตรงนี้เข้าไป ซึ่งตอนนี้พอเริ่มเห็นก็จะเห็นภาพตรงนั้นชัดเจนขึ้น ดังนั้น หากไทยมีตัวชี้วัดที่ถูกแล้วเราจะมีภาพคล้าย ๆ กับโลก คือ อาจจะเติบโตดีกว่าที่เราคาด”

ส่วนประเด็นที่สาม ก็คือ มีความเหลื่อมล้ำมาก คือ กระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่ม K ขาบนมีผู้เล่นตัวใหญ่ ๆ อย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โฟโตนิกส์ พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ หรือพวก PCB เมมโมรี่ ที่เป็นระดับท็อปของโลก

“แต่ว่าการเอา AI มาใช้ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย เอา AI มาใช้ช่วยเรื่องการศึกษา หรือเรื่องการเกษตร เรื่องการท่องเที่ยว เรายังแทบไม่มีเลย ฉะนั้นผมว่ามันก็ทำให้เราเห็นจุดอ่อนของตัวเองชัดเจนขึ้นเช่นกัน”

ยึดวินัยการคลังไม่ใช่ไม่ใช้เงิน

ขณะที่เสียงสะท้อนความกังวลเรื่องการคลังในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงของไทยนั้น “ดร.สันติธาร” มองเรื่องนี้ว่า เรื่องการคลัง เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องรู้มาอยู่แล้ว ว่าประเทศจะต้องมีความระมัดระวัง ต้องมีวินัยทางการคลังมากขึ้น แต่บริบทที่เปลี่ยนไป และที่ IMF ให้ความสำคัญมาก คือ บริบทของโลก ที่ดอกเบี้ยกำลังเริ่มเป็นขาขึ้น การเงินตึงตัวขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่เครดิตไม่ดี เมื่อก่อนอาจจะพอได้เงิน เข้าถึงตลาดเงินได้ แต่ต่อไปอาจจะไม่ได้แบบนั้นแล้ว

“ผมว่านี่คือคำพูดภาพใหญ่ ๆ เลย ที่เขาพูด เขาเตือนทุกประเทศ ไม่ได้เตือนแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ทีนี้พอมาดูประเทศไทยมันมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จุดแข็งคือ เราไม่ค่อยได้พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อกู้เงิน โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรเท่าไหร่นัก ชัดเจนเลย ดูจากดอกเบี้ยถ้าแบงก์เขากังวลกับใครมากเขาก็คิดดอกเบี้ยแพง ๆ แต่ดอกเบี้ยที่เขาคิดกับไทยดอกเบี้ยไทยพันธบัตร 10 ปี แค่ประมาณ 2.3-2.4% เท่านั้นเอง คือขึ้นมาน้อยมาก ต่ำมาก ในขณะที่อเมริกา 5% กว่าไปแล้ว ฉะนั้นถือว่าเรามีความเชื่อมั่น นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิต 2 แห่งก็เพิ่งอัพเกรด Outlook ของไทยไป เพราะฉะนั้นโดยรวมเรายังเป็นจุดแข็ง”

“ดร.สันติธาร” กล่าวว่า สิ่งที่ทุกเครดิตเรตติ้งเอเยนซี่ ทุกนักลงทุนที่ตนเองคุยมา จะห่วงไทยเรื่องการคลัง แต่ไม่ได้ห่วงว่าจะถังแตกจนมีปัญหา เป็นวิกฤต แต่ห่วงว่าไทยติดเพดาน จนไม่กล้าใช้เงินไปกับเรื่องควรจะใช้

“คือเรายังต้องการการลงทุน ต้องการพัฒนา พวกโครงสร้างพื้นฐาน ต้องการลงทุนเรื่องคน ต้องการพัฒนาช่วยคนต่าง ๆ มากมายเลยที่มันจะต้องมาคลัง แต่ถ้าเราติดเพดานแล้วเราไม่ใช้เงินในเรื่องที่ถูกต้องเหล่านี้เลย ต่อไปมันก็จะกระทบกับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว ศักยภาพเราก็จะตกลง เหมือนคนไม่ออกกำลัง สุดท้ายเราก็ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เขากังวล พอเราเข้าใจโจทย์ ก็คือเราต้องมีวินัย แต่วินัยทางการคลังไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เงินเลย แต่แปลว่าใช้เงินกับเรื่องที่ควรจะใช้”

ดังนั้น เรื่องวินัยการคลังเป็นเรื่องสำคัญ แต่จากที่คุยกับเครดิตเรตติ้งเอเยนซี่ สิ่งที่เขาบอกคือ ถ้าไทยขยับเพดานหนี้สาธารณะสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องขยับเพดานแบบมีเหตุผล

“ถ้าขยับเพดาน เพราะต้องการจะลงทุน หรือทำอะไรที่มีประโยชน์กับเศรษฐกิจจริง ๆ เขาไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าคุณขยับเพดานแล้วมันไม่ชัดเจนว่าคุณจะทำอะไร แล้วเหมือนกับคุณจะลดวินัยของตัวเอง แบบนี้จะมีปัญหา”

สิ่งที่ประเทศไทยได้รับ-ต่อยอด

“ดร.สันติธาร” กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งนี้มี 3 อย่าง ที่ชัดเจน อันดับแรก คือ การประชุมรอบนี้นับว่าทะลุสถิติ เป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง มีคนมาร่วมถึงราว 20,000 คน โดยไทยมีการกำหนด Agenda ด้วย ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียว

“เราบอกเขาด้วยว่าปัญหาที่เราเจอคืออะไร แล้วเราอยากให้พวก IMF อยากให้ World Bank เขาช่วยอะไรเรามากขึ้น ไม่ใช่ช่วยแค่ประเทศไทย แต่ช่วยประเทศแบบเรา ๆ มากขึ้นยังไงบ้าง ฉะนั้นเราให้โจทย์เขาด้วย เราไม่ได้มารับโจทย์จากเขาอย่างเดียว”

นอกจากนี้ การเป็น Partnership ซึ่งสำคัญมาก เพราะว่าทำให้เห็นจุดยืนของประเทศไทย อย่างเวลาจะทำธุรกิจกับใครก็ต้องรู้จักแบรนด์อีกฝ่ายหนึ่งด้วย ว่าเชื่อถือได้ไหม มีศักยภาพไหม เช่นเดียวกันถ้าเราไม่รู้จักเขา เราก็กลัว ไม่กล้าทำธุรกิจด้วย ซึ่งตรงนี้จะเป็นสะพานเชื่อม และต่อยอด ไม่ได้จบแค่ในครั้งเดียว

“เราจับมือกับ World Economic Forum เอาเอกชนจากทั่วโลกมาเจอเอกชนของเรา เพื่อให้มาคุยกัน ว่าเดี๋ยวจะทำอะไรกันต่อ เพราะเดี๋ยวต้นปีหน้ามีประชุมดาวอส ก็จะไปสานต่อกัน ต่อยอดต่อไปได้”

อีกเรื่องก็คือ ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในเวที ที่เป็นภาพที่มหัศจรรย์ และเป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงที่สุด