เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รื้อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหวังฟื้น GDP โต 3-4%
Finance รื้อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหวังฟื้น GDP โต 3-4%
‘ษัษฐรัมย์’ แฉบอร์ดประกันสังคมสอดไส้วาระทิ้งทาย! เร่งเบิกงบ 2 พันล้าน-ล้างหนี้นายจ้างเบี้ยวเงินสมทบ
News ‘ษัษฐรัมย์’ แฉบอร์ดประกันสังคมสอดไส้วาระทิ้งทาย! เร่งเบิกงบ 2 พันล้าน-ล้างหนี้นายจ้างเบี้ยวเงินสมทบ
พลอย-เต งานแต่งสุดคิวท์ ของเจ้าแม่ Matcha People
Biz Movement พลอย-เต งานแต่งสุดคิวท์ ของเจ้าแม่ Matcha People
ประกันสังคมปรับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ลดภาระนายจ้าง 1,700 ล้านต่อปี
HR ประกันสังคมปรับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ลดภาระนายจ้าง 1,700 ล้านต่อปี
ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank
Finance ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank
เอกนิติ ปลื้ม ‘เฟด’ ชมไทย สนใจการปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา
Finance เอกนิติ ปลื้ม ‘เฟด’ ชมไทย สนใจการปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา
ฮอนด้าปลุก DNA มอเตอร์สปอร์ต เปิด “The Racing Playground Challenge”
Automotive ฮอนด้าปลุก DNA มอเตอร์สปอร์ต เปิด “The Racing Playground Challenge”
GAP Wendy’s เปิดธุรกิจเพลงตรึงลูกค้า
Business GAP Wendy’s เปิดธุรกิจเพลงตรึงลูกค้า
อนุทิน เปิดเบื้องหลังความท้าทาย IMF-World Bank มั่นใจไทยสร้างความเชื่อมั่นระดับโลก
Politics อนุทิน เปิดเบื้องหลังความท้าทาย IMF-World Bank มั่นใจไทยสร้างความเชื่อมั่นระดับโลก
ร่วมชมนิทรรศการคิดถึงสมเด็จย่า ครั้งที่ 29 ย้อนรอยพระราชปณิธานแห่งการให้ ที่ไอคอนสยาม
Biz Movement ร่วมชมนิทรรศการคิดถึงสมเด็จย่า ครั้งที่ 29 ย้อนรอยพระราชปณิธานแห่งการให้ ที่ไอคอนสยาม
ดูทั้งหมด

รื้อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหวังฟื้น GDP โต 3-4%

17 ต.ค. 2569 | 06:45น.

ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำต้องเร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง ยันไทยได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI แต่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี เดินหน้าปรับบทบาทรุกแก้ 4 ปัญหาใหญ่ หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3-4% ต่อปี “เอกนิติ” ชี้ไทยเรือลำเล็กเจอ 4 พายุใหญ่ ย้ำรักษาวินัยการคลังสร้างภูมิคุ้มกัน ประธาน “กลุ่มเซ็นทรัล” ชี้กับดักเศรษฐกิจไทยคือ “ความไม่ต่อเนื่อง” ของนโยบายและการปฏิรูป ส่งผลการทำงานภาครัฐและภาคเอกชนไร้ทิศทาง ล้าหลังอาเซียน อดีต รมว.พลังงานชี้กติการัฐล็อกเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากงานประชุม IMF-World Bank 2026   กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดรายงานคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% (จากเดิมประเมินไว้ 1.9%)  และคาดการณ์ปีหน้าโต 2.1%  เท่ากับปีนี้ โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยถือว่าเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ชนะแค่เมียนมาและบรูไน โดยเวียดนามโต 8.4% มาเลเซีย 5.2%  อินโดนีเซีย 5.1%  สิงคโปร์ 5.0% สปป.ลาว 4.5% ฟิลิปปินส์ 3.4% กัมพูชา 3.0% ส่วนเมียนมา 2.0%  และบรูไน 1.9%  

หวังฟื้นจีดีพีกลับมาโต 3-4%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ถือว่าดีขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้ช่วงที่เข้าสู่ภาวะสงครามเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นคิดว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะโตแค่ 1.5-1.7% โดยขณะนี้ ธปท. ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 2.3% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าไทยจะโต 2.1% 

“ดีขึ้นกว่าที่เราคิด แต่ถามว่าน่าพอใจไหม ต้องบอกว่าเราก็อยากให้โตได้มากกว่านี้ ถ้าเศรษฐกิจกลับไปมีอัตราการเติบโต 3-4% ต่อปีได้ก็จะทำให้ประเทศเจริญขึ้น แล้วท้ายที่สุดคือรายได้ของประชาชน รายได้ครัวเรือน รายได้ของธุรกิจก็จะดีขึ้น ทุกความเป็นความอยู่ การดำรงชีวิตของผู้คน ของหน่วยเศรษฐกิจ ของเอสเอ็มอีก็จะดีขึ้น”

ผู้ว่าฯ ธปท.ขอให้ “ลงมือทำ”

ทั้งนี้จากที่ GDP ของไทยโตต่ำลงเรื่อย ๆ กระทั่งถูกมองเป็นคนป่วยแห่งเอเชียนั้น ผู้ว่าฯ กล่าวว่า เกิดจากปัญหาหลายเรื่องที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาต่อเนื่อง โดยสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการแก้ไข จะกดปุ่มออกมาตรการเดียวแล้วแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดก็คงไม่ได้

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงไปเรื่อย ๆ  ผลิตภาพ หรือ Productivity ของอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเติบโตที่ลดลง ขณะที่สังคมสูงวัยก็ทำให้แรงงานลดลง ยังมีเรื่องคุณภาพการศึกษา ปัญหาเงินเทา คอร์รัปชั่น เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องช่วยกันแก้  เพื่อให้ประเทศดีขึ้น ถ้าพูดอย่างเดียว วิเคราะห์อย่างเดียว ไม่ลงมือทำ สร้างภาพอย่างเดียว ทำแต่ปัญหาเรื่องระยะสั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างก็จะแก้ไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาแก้ยาว ๆ”

ไทยได้ประโยชน์ AI แต่ต้องรอ

เมื่อถามว่า ประเทศไทยได้ประโยชน์จาก AI  แต่ทำไมการเติบโตยังรั้งท้าย ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ไทยได้ประโยชน์จาก AI  โดยอยู่ในวัฏจักรนี้จริง  อย่างไรก็ดีเวลาพูดถึง AI ไม่ได้พูดแค่เรื่อง Data Center แต่มีเรื่องอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น PCB, โรโบติกส์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไทยได้ประโยชน์จริง ๆ สะท้อนจากตัวเลขส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นมาก  ปีนี้ส่งออกน่าจะเติบโตประมาณ 17-18% เป็นตัวเลขที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน แต่แน่นอนว่าการนำเข้าก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะว่ามีการลงทุนด้วย มีการนำเข้ามาเพื่อส่งออกด้วย 

ส่วนที่สองคือไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ของไทยที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี อันนี้เป็นคลื่นลูกที่สองที่เข้ามาในเมืองไทย หลังจากช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่มี

“ประเทศไทยได้ประโยชน์จริง ๆ จากสองเรื่องนี้  ทำให้ตัวเลขการลงทุนโตประมาณ 13% ซึ่งเป็นระดับที่เราไม่เห็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว  แต่ว่าพวกนี้ใช้เวลา อย่างเงินลงทุน กว่าจะปรับเปลี่ยนมาเป็นการค้าขายได้จริง ส่งออกได้จริง สร้างอะไรได้จริง คงใช้เวลา 2-3 ปี  แต่ระยะสั้นก็อาจจะได้เรื่องการจ้างแรงงาน การซื้อสินค้า การลงทุน การก่อสร้างบ้าง”

นายวิทัยกล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ AI กระจายผลประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากขึ้น ไม่ใช่อยู่กับเรื่องของการนำเข้ามาผลิตหรือลงทุนอย่างเดียว ทำอย่างไรให้กระจายไปกับ SMEs Supply Chain ได้  ทำอย่างไรให้ผู้คนทั่วไปได้รับประโยชน์จากการจ้างงานกับวัฏจักร AI นี้มากขึ้น ซึ่งคือความท้าทายที่ทางรัฐบาลต้องผลักดัน 

เร่งลงมือแก้ 4 ปัญหาโครงสร้าง 

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สิ่งที่ ธปท. ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มี 4 เรื่องด้วยกัน โดยทำควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่เน้นดูแลเรื่องเสถียรภาพ ดูแลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่เข้าไปดูแล ก็คือ 1.หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าสู่สินเชื่อของ SMEs 3.การใช้บริการทางการเงินด้วยต้นทุน ค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยที่เป็นธรรม  และ 4.เงินเทากับคอร์รัปชั่น 

“4 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเน้นความสำคัญมาก ลงมือแก้ไขจริง จะเห็นว่า 12 เดือนที่ผ่านมาแบงก์ชาติออกโครงการใน 4 เรื่องนี้เกิน 10 โครงการแล้ว  ก็เกิดผลจริง ๆ ถ้าคิดถึงตัวสุดท้ายเรื่องของเงินเทา กับคอร์รัปชั่น และก็จะเชื่อมโยงกับ Bangkok Blueprint ที่เป็นเอกสารหลักของการประกาศของประเทศไทย พิมพ์เขียวระดับโลกเพื่อรับมือและสกัดกั้นภัยหลอกลวงทางการเงินดิจิทัล บนเวทีประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก 2026”

ตัดสินใจดอกเบี้ยขึ้นกับ Data

ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม วิกฤตราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนั้น นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2569  อยู่ประมาณ 2.2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3%  โดยต้องยอมรับว่า ก่อนเข้าสู่สงครามเงินเฟ้อไทยต่ำมาก ระดับ “ติดลบ”  แต่จากปัญหาราคาน้ำมันทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นจากฝั่งซัพพลาย

แต่สิ่งที่ประเทศไทยมีปัญหาก็คือ กำลังซื้อในประเทศ หรือ Domestic Demand  มีแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่โตน้อย  จากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อฝั่งดีมานด์หายไป  ซึ่ง 2 เรื่องนี้ทำให้เงินเฟ้อจาก “ติดลบ” กลับขึ้นมาอยู่ในกรอบ อย่างไรก็ดีเชื่อว่าปีหน้าเงินเฟ้อก็จะลงต่ำกว่านี้ หลังจากหลายปัจจัยเข้าสู่ภาวะปกติ

ดังนั้นเวลาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะพิจารณาจากข้อมูล (Data) เป็นครั้ง ๆ  ณ ขณะนั้น พร้อมมองไปอนาคต Forward Looking แต่เป็นการประเมิน ณ วันนั้น 

“การประชุมครั้งต่อไปจะมีในอีกสัก 2 สัปดาห์ข้างหน้า (28 ตุลาคม 2569) แต่อย่างที่บอกการตัดสินใจปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ตาม Data ที่เกิดขึ้น  ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อัตรานี้ (ดอกเบี้ยนโยบาย 1%) ก็ยังเป็นอัตราที่ในระยะสั้นยังเหมาะสมอยู่” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

เอกนิติชี้ผนึกพันธมิตรโตนอกบ้าน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future  ว่า ไทยเป็นเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องฝ่าพายุทางเศรษฐกิจเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งตอนนี้ไทยกำลังเผชิญหน้ากับ 4 พายุใหญ่

ได้แก่ 1.ราคาพลังงานสูง  ซึ่งไทยได้รับผลกระทบเยอะ เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน  ส่งผ่านมายังต้นทุนการใช้ชีวิตด้วย 2.การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ จนเกิดการกระจายความเสี่ยงในซัพพลายเชนไทย  3. การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย   และ 4.การผงาดของเอไอ ผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนจะได้รับประโยชน์ ซึ่งโชคดีที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

“การที่ไทยเป็นเรือลำเล็ก สิ่งที่ต้องทำคือต้องคอยตรวจสอบว่าเรือแข็งแรงพอที่จะต้านทานลมได้ไหม เป็นเหตุให้ไทยต้องมีวินัยการคลังและรักษาเสถียรภาพการคลัง ทำให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรไม่สูงมากนัก”

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องทำอีกหลายอย่าง ทั้งต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และสำคัญที่สุดคือ ต้องเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาส ต้องช่วยเหลือคนตัวเล็ก ธุรกิจ SMEs ให้เปลี่ยนผ่านให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นจะได้รับแรงกระแทกแรงขึ้น และคนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือคนรายได้น้อย และ SMEs

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ไทยต้องเปิดกว้างในการทำงานกับพันธมิตร เช่น ไทยกำลังทำงานกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด บูรณาการทางการค้าการลงทุน ทว่าตอนนี้เราค้าขายกับอาเซียนประมาณ 22% เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่ค้าขายกัน 60% ดังนั้นเราต้องค้าขายกันมากกว่านี้ เพื่อให้กลุ่มเปราะบางได้รับแรงกระแทกจากนอกภูมิภาคลดลง ขณะที่คนกว่า 700 ล้านคนในอาเซียนกำลังเติบโต ดังนั้นเราต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด ร่วมมือกัน และใช้ความหลากหลายที่มีรองรับและรับมือแรงกระแทก

“ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ ราคาพลังงานสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ความต้องการเอไอเพิ่มขึ้น ขณะที่โลกแตกแยกกันมากขึ้น ดังนั้นเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันผ่านนโยบายการเงิน สร้างเสถียรภาพ ช่วยคนรับแรงกระแทกโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก” ดร.เอกนิติกล่าว

เซ็นทรัลชี้กับดัก “ความไม่ต่อเนื่อง” 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์อนาคตเศรษฐกิจไทย บนเวที IMF-World Bank ด้วย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กับดักสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เรื่องความรู้-ความสามารถ หรือแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นเรื่อง “ความไม่ต่อเนื่อง” ของการปฏิรูปและนโยบาย ตลอดจนปัญหาด้านธรรมาภิบาล ความไม่แน่นอนทางการเมือง และคอร์รัปชั่น ส่งผลให้การทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ขัดขวางการเติบโต จนทำให้ไทยเริ่มล้าหลังในภูมิภาคอาเซียน

การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลบ่อยครั้งยังส่งผลให้โครงสร้างสถาบันหลักขัดข้องและอ่อนแอ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเร่งแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว การปรับโครงสร้างบริหารและยึดมั่นในนโยบายระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนหากต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อได้

เกาะเอไอ ทะยานขึ้นอีกครั้ง 

ดร.สุทธิพันธ์กล่าวว่า แม้จะมีจุดอ่อนทางนโยบาย แต่ไทยยังมีโอกาสเติบโตสูงหากสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกราว 0.2% ถึง 1% ต่อปี ตามที่ IMF ประเมิน นั่นจะส่งผลให้ GDP เราไปได้ถึง 3% 

นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งกระจายความเจริญสู่เมืองรอง และต่อยอดศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงความเชี่ยวชาญของคนไทยในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างการเติบโตระลอกใหม่ หรือ “Second Take-off” 

ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัลย้ำว่า ภาครัฐ เอกชน และประชาชนจำเป็นต้องร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยกระดับคุณภาพพลังงานสะอาด และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม 

“เราต้องร่วมกัน ประสานงานกัน อย่าอยู่คนละทิศคนละทาง เราต้องสร้างความหวัง และสร้างโมเมนตัมของการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าช่วง 2-3 ปีนี้สำคัญมากที่จะเริ่มต้น” ดร.สุทธิพันธ์กล่าว 

ติดล็อกระเบียบรัฐ – เพิ่มบทบาทเอกชน

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยุคที่ผ่านมาไทยมีการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การเปิดเสรีการค้า, เปิดเสรีทางการเงินและตลาดทุน, เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โทรคมนาคม รถไฟฟ้า และพลังงาน รวมถึงการวางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งช่วยให้ภาคการเงิน การค้า และระบบสาธารณสุขของไทยแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม “กับดักสำคัญที่สุด” ที่ดึงเศรษฐกิจไทยให้ซบเซาและโตช้าลง คือ กฎระเบียบภาครัฐ ขาดธรรมาภิบาล และความไม่แน่นอนทางการเมือง มีการเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่กล้าทุ่มเงินลงทุนระยะยาวในเครื่องจักรและภาคอุตสาหกรรม โดยสัดส่วนการลงทุนลดลงเหลือไม่ถึง 25% จากอดีตที่เคยสูงถึง 40% และเน้นย้ายไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการค้าที่คืนทุนไวกว่าแทน

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยในอนาคต อดีต รมว.พลังงานมองว่า ภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าภาครัฐ เนื่องจากความแข็งแกร่งของทุนและศักยภาพในการบริหารจัดการ

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมเร่งพัฒนาและสร้างความสมดุลใน 2 ส่วนสำคัญ คือ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ควบคู่ไปกับการจัดหาพลังงานให้เพียงพอเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ หากผสานเครื่องมือดิจิทัล เทคโนโลยี และพลังงานเข้าด้วยกันได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในทุกมิติ

“อาคม” ปฏิรูปการศึกษาช่วยเศรษฐกิจโต 

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่า การเติบโตยังเป็นไปอย่างเรียบ ๆ ไม่หวือหวา เนื่องจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวเดินหน้าได้ช้าลง ทำให้แรงส่งหลักในปัจจุบันพึ่งพาเรื่อง “การลงทุน” เป็นสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ผ่านการแสดงศักยภาพของประเทศและโครงการสำคัญอย่างพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเตรียมพร้อมรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อดีต รมว.คลังแนะนำอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการเตรียมความพร้อมด้าน “กำลังคน” ให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็วและแรง ซึ่งการปรับตัวของแรงงานจะต้องเชื่อมโยงไปถึงการปฏิรูประบบการศึกษาและการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IMF-World Bank 2026 เศรษฐกิจ