ปิดฉากประชุม ‘IMF-WBG’ ก้าวแห่งความสำเร็จของประเทศไทย
ปิดฉากลงอย่างชื่นมื่น ท่ามกลางเสียงชื่นชมการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในรอบ 35 ปี สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรืองาน “IMF-World Bank Annual Meetings 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา
IMF ชี้ไทยปรับตัวรับโลกเปลี่ยนได้เร็ว
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการปิดประชุมอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยส่งแรงหนุนระยะยาวให้เศรษฐกิจโลกเติบโต ขณะที่ผู้คนมีความคิดสร้างสรรค์อย่างเหลือเชื่อ และประเทศไทยปรับตัวได้เร็วในโลกทุกวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตมากที่สุด โดยในปีนี้เอเชียครองสัดส่วนการเติบโตถึง 68% ของเศรษฐกิจโลก และไทยรวมถึงสมาชิกอื่นของอาเซียนคือส่วนที่มีพลวัตมากที่สุด
“ในอีก 10 ปีข้างหน้า ดิฉันคาดว่าจะเห็นผลิตภาพเพิ่มขึ้น คาดว่าจะเห็นคนไทยปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป คือรอยยิ้มบนใบหน้าของคนไทย นี่คือดินแดนแห่งรอยยิ้ม”
นางกอร์เกียวากล่าวว่า ประทับใจความโอบอ้อมอารีและเป็นมิตรของคนไทยที่จัดงานนี้ ซึ่งในแวดวงการเงินโลกเรียกว่า “โอลิมปิกการเงิน” และประเทศไทยชนะคว้าเหรียญทอง
“เอกนิติ” ปลื้ม-ลุยเชื่อมประเทศอาเซียน
ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า สิ่งที่ไทยได้จากการประชุมในครั้งนี้ คือ 1.ความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่าไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และได้แสดงศักยภาพให้โลกเห็น 2.ไทยได้เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางวาระทางเศรษฐกิจโลก เสมือนกับคนตัวเล็กที่อยู่หัวเรือคอยบังคับและกำหนดทิศทาง ฝ่าน้ำเชี่ยวกราก และ 3.ไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมหลายประเทศ แบ่งปันเป้าหมายเดียวกัน
โดยปัจจุบันโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน ได้แก่ 1.ความแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ 2.เทคโนโลยี AI ที่เติบโต ซึ่งมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส 3.ราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่องกระทบค่าครองชีพ 4.อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และ 5.สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
“ด้านการคลัง IMF พูดถึงเรื่องการรัดเข็มขัด ผมเน้นวินัยการคลังและได้รับการอัพเกรด Outlook ขณะที่ธนาคารโลกพูดเรื่อง AI ขนาดเล็ก เราก็ได้นำเอาประสบการณ์มาแบ่งปัน เช่น AI นกกระซิบที่ใช้ช่วยผู้ค้ารายย่อย เพื่อให้เขาเข้าใจการจัดการต้นทุน และทำกำไรได้มากขึ้น”
นอกจากนี้ ได้พูดคุยกับสมาชิกอาเซียนที่เผชิญวิกฤตต้นทุนพลังงานเช่นเดียวกัน โดยประเทศ สปป.ลาว มีความสามารถผลิตพลังงานจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์ต้องการพลังงานสะอาด ซึ่งไทยในฐานะ Trusted Connector มีแผนจะเชื่อมระบบพลังงานระหว่าง สปป.ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
“ในบทบาท Trusted Connector นี้ ผมว่าเราต้องเชื่อใจกันก่อน ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ตลอดสัปดาห์ ผมรู้จักผู้นำทางการเงินหลายคนมาก แลกเปลี่ยนช่องทางส่วนตัวเพื่อคุยกัน เมื่อเชื่อใจกันจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และพัฒนาความสัมพันธ์กันได้ เราต้องเชื่อในสิ่งเดียวกัน”
ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า ขณะที่ Bangkok Blueprint แสดงให้เห็นว่าไทยรับมือการหลอกลวงทางไซเบอร์ ที่เป็นปัญหาระดับโลกจากเทคโนโลยีที่เติบโต ซึ่งนำไปสู่การฉ้อโกง หลอกลวง และไม่ใช่ประเด็นแค่ในประเทศ แต่ข้ามพรมแดน และต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อป้องกันประชาชนถูกหลอกลวง แม้จะอยู่ในพื้นที่ต่างกัน แต่พิมพ์เขียวดังกล่าวจะนำไปประยุกต์ได้กับทุกประเทศ
ต่อยอดลงทุน-ขยายการค้าในภูมิภาค
ดร.เอกนิติกล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ สานต่อสิ่งที่พูดคุยกันในเวทีประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะสร้างความเชื่อใจให้ไทย สร้างพื้นฐานให้ไทยในการ Take Off ครั้งถัดไป
“เรามาถูกทาง เราประคองวันนี้ โดยเชื่อในวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสีเขียว ป้องกันแรงกระแทกในอนาคต และลงทุนให้มากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน เพื่อให้พร้อม Take Off ครั้งถัดไป”
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าขยายการค้าขายในภูมิภาคอาเซียนให้มากกว่า 22% โดยได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนร่วมกัน รวมไปถึงเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ดังนั้น ต้องลงทุนร่วมกัน และทำงานต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี เพื่อไม่ให้เป็นแค่เพียงคำพูด
“ถ้าจะไปสู่การเติบโตครั้งถัดไปต้องลงทุนมาก เพราะโลกเปลี่ยน เราต้องปรับให้เข้ากัน และเปลี่ยนประเทศไทยสู่อนาคตใหม่ รวมทั้งเร่งลงทุน ท้ายที่สุดต้องสร้างพลังให้ประชาชน ไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องกลับมาที่คน ท้องถิ่น เข้าใจเขา สร้างพลังให้เขา มีภูมิคุ้มกัน พร้อมการเติบโตครั้งต่อไป”
กกร.ชี้ประเทศไทยมาถูกทาง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก ทั้งจากการเรียนรู้จากผู้นำระดับโลก รวมถึงการตระหนักว่าไทยเองก็มีผู้นำที่มีศักยภาพและมีคุณภาพระดับโลกเช่นเดียวกัน ทำให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
สำหรับความท้าทาย สิ่งที่เห็นเด่นชัดในปัจจุบัน คือโจทย์ที่ว่า ใครจะสามารถ “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” หรือเปลี่ยนให้เป็นขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) ได้ ซึ่งเป็นขอบฟ้าใหม่ที่ต้องก้าวข้ามไปสู่ทศวรรษและศตวรรษของประเทศไทยต่อไป เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงานที่มีคุณภาพ
“กรอบ New Horizon ที่ IMF และ World Bank สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีแนวทางสอดคล้องกับบริบทที่ไทยเคยจัดงาน Bangkok Summit ก่อนหน้านี้ สำหรับประเทศไทยและอาเซียน รวมถึงการมองบริบทภายในประเทศผ่านแนวคิด Reinvent Thailand ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเรามาถูกทาง”
อย่างที่สอง คือความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็น Reinvent Thailand หรือ Bangkok Business Summit เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
อย่างไรก็ดี ความร่วมมือภายในประเทศเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ การประชุมครั้งนี้ระบุชัดว่าต้องมีความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก แม้ว่าโลกปัจจุบันจะเกิดการแบ่งฝ่ายและมีความขัดแย้งมากมายก็ตาม ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น
“ประเทศไทยต้องเร่งสร้างพันธมิตรในระดับภูมิภาค ทั้งในอาเซียน อาเซียน+3 และการเจรจาทวิภาคีผ่าน FTA ต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เห็นแรงส่งเชิงบวก ที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนให้ความสำคัญกับการออกไปสร้างพันธมิตร เจรจาการค้า การบริการ และแลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มเศรษฐกิจทั่วโลก”
AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ-การเงิน
สำหรับ AI จะเข้ามาพลิกโฉมทุกภาคอุตสาหกรรม เปรียบเสมือนการเข้ามาของ “ไฟฟ้า” ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยในมุมมองภาคการเงิน โจทย์สำคัญคือการนำ AI มาใช้ในบริการทางการเงินอย่างไรให้ตอบโจทย์การเข้าถึงของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพ และสามารถนำไปสู่การใช้ทรัพยากรเงินทุน เพื่อสร้างอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิตได้อย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นจุดที่ AI สามารถช่วยได้
“ไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% และมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง สอดคล้องกับสัดส่วนตัวเลขสถิติในระดับโลก แต่การนำ AI มาใช้จะช่วยสร้างข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เพื่อนำมาประมวลผลและสื่อสารทำความเข้าใจ ทั้งกระแสการซื้อขาย หรือ Statement ของกิจการการค้าระดับ Micro SMEs โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาทำบัญชีหรือจัดทำ Statement แบบเดิม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ระบบจะแปลงข้อมูลให้กลายเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำให้คนรายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือไปยื่นกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงแหล่งบริการทางการเงินได้มากขึ้น”
ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่กระทรวงการคลังและ ธปท.กำลังเร่งขับเคลื่อน ทั้งโครงการ RBP Score หรือ Data Exchange Bureau จะเป็นตัวดึงข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาเชื่อมโยงและประมวลผล ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งการสร้างการเข้าถึงทางการเงิน (Financial Inclusion) และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การนำ AI มาใช้ในภาคประชาชนและในกลุ่มคนตัวเล็กสามารถสร้างประสิทธิผลทางเศรษฐกิจได้ ที่สำคัญ เราไม่ได้เน้นการใช้ AI ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง ซับซ้อน และเข้าถึงยาก แต่เน้นไปที่ Small AI ซึ่งธนาคารโลกและ IMF ยืนยันว่าจะช่วยสร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานที่มีคุณภาพ ซึ่งแผนงานของไทย ถือว่าเรามาถูกทาง แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น” ประธานสมาคมแบงก์กล่าว