QUICK เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.96% กางแผนโตไม่ต่ำ 20% ลุย AI-Dealer ปั้นรายได้ใหม่
บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) เปิดซื้อขายวันแรกใน mai ที่ 6.10 บาท เหนือราคา IPO 7.96% ผู้บริหารตั้งเป้าผลประกอบการโตไม่ต่ำกว่า 20% เร่งต่อยอด AI เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ หนุนมาร์จิ้น พร้อมขยายตลาดสุขภาพและปั้นโมเดล Dealer คาดเริ่มสร้างรายได้ไตรมาส 4/69 หรือต้นปี 2570
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรก วันที่ 21 ต.ค. 2569 โดยเปิดการซื้อขายที่ราคา 6.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.45 บาท หรือ 7.96% จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 5.65 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 87.88 ล้านบาท

นายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร QUICK เปิดเผยว่า บริษัทพอใจกับการซื้อขายหุ้นวันแรกที่ราคาปรับตัวสูงกว่าราคา IPO สะท้อนการตอบรับจากนักลงทุน โดยบริษัทตั้งเป้าผลประกอบการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการนำเทคโนโลยีจากพันธมิตรระดับโลกมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการองค์กร และต่อยอดโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่า 20 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เข้ากับเทคโนโลยีด้านการปฏิบัติการ (OT) ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง ระบบบัญชี ไปจนถึงการบริหารต้นทุน ผ่านระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์และเครื่องจักรในโรงงาน ระบบ Internet of Things (IoT) เทคโนโลยี RFID กล้อง Smart Camera รวมถึงระบบขายหน้าร้าน (POS)
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และโซลูชันต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ของผู้ให้บริการภายนอกผ่านระบบ API ได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งมองว่าระบบ ERP เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของลูกค้า
สำหรับโครงสร้างรายได้ปัจจุบันของ QUICK มาจากกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 50% ธุรกิจบริการ 20% และโลจิสติกส์ 10% โดยบริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าไปยังธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ ครอบคลุมโรงพยาบาล โรงแรม ธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ และโรงงานผลิตยา
ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาโซลูชันระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เพื่อรองรับความต้องการด้านการบริหารจัดการข้อมูลและเพิ่มโอกาสขยายธุรกิจในกลุ่มดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดลพันธมิตรผู้จัดจำหน่าย (Dealer) โดยเปิดโอกาสให้พันธมิตรนำผลิตภัณฑ์ที่ QUICK พัฒนาขึ้นเองไปจำหน่ายแก่ลูกค้า ซึ่งสามารถติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบ ERP ของ Microsoft รวมถึงระบบ ERP ของผู้ให้บริการรายอื่นได้
บริษัทคาดว่าธุรกิจผ่านช่องทาง Dealer จะเริ่มสร้างรายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 หรือช่วงต้นปี 2570 โดยจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ และสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต
นายไพศาล กล่าวว่า การนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการ ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกค้า แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับโซลูชันของบริษัท และสร้างโอกาสในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม
สำหรับการดำเนินงานภายใน AI ช่วยลดระยะเวลาการทำงานของทีมที่ปรึกษาในการวางระบบ ทำให้บุคลากรสามารถรองรับจำนวนลูกค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่ทีมงานหนึ่งทีมดูแลลูกค้าประมาณ 4-5 บริษัท โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนเดียวกับการขยายธุรกิจ
การเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปีที่ผ่านมา และบริษัทมีแผนพิจารณาปรับเป้าหมายการดำเนินงานอีกครั้งในช่วงต้นปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับบทบาทจากผู้ให้บริการระบบ ERP ของ Microsoft ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Digital Transformation แบบครบวงจร ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อนำเทคโนโลยี IoT และระบบบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Lifecycle Management : PLM) เข้ามาเสริมโซลูชันของบริษัท
การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ QUICK สามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการข้อมูล ไปจนถึงระบบบริหารจัดการองค์กร เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล