FETCO คงมุมมองบวกหุ้นไทย ลุ้นกำไร บจ.-ลงทุนรอบใหม่ หนุน SET ฟื้นระยะกลาง
ประธาน FETCO ยังมองบวกหุ้นไทย เชื่อ SET มีโอกาสฟื้นตัวระยะกลาง แต่ยังต้องจับตากำไร บจ.และการลงทุนรอบใหม่ เตือนหนี้สาธารณะทั่วโลกกดดันต้นทุนเงินทุน เร่งผลักดัน FDI พร้อมหนุน TISA สร้างฐานเงินออมระยะยาว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังเข้าร่วมการประชุม IMF–World Bank ว่า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย และเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสฟื้นตัวต่อในระยะกลาง แม้ระหว่างทางอาจเผชิญความผันผวน โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และความคืบหน้าของการลงทุนรอบใหม่
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก การประชุม IMF-World Bank ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยงต่าง ๆ (Resilience) แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนด้านการค้า แต่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล
โดย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เป็นเติบโต 3.1% จากเดิม 3.0% ในเดือนกรกฎาคม และคงประมาณการปี 2570 ไว้ที่ 3.4% ขณะที่เศรษฐกิจไทยได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เป็นเติบโต 2.1% จากเดิม 1.9%
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมาจากการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่ชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดยประเทศไทยได้รับประโยชน์ผ่านการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรม และไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น หลังรัฐบาลหลายประเทศใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากวิกฤตที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และทำให้รัฐบาลเหลืองบประมาณสำหรับลงทุนหรือรับมือวิกฤตในอนาคตน้อยลง
ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น หากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้นและกดดันมูลค่าหุ้น แม้บริษัทจดทะเบียนจะยังมีกำไรเติบโตก็ตาม
ส่วนเหตุผลที่ยังไม่ปรับเพิ่มมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดด้านการคลัง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับประมาณ 2% ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มระยะยาว ขณะที่รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด จึงไม่สามารถพึ่งพาการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้และต่ำกว่าหลายประเทศ ทำให้นโยบายการเงินยังมีพื้นที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสจากการลงทุนรอบใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการผลักดันโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจและเตรียมการ ให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ากับผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ และแรงงานในประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจไทยได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่การผลิตและการลงทุน รวมถึงสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่มาต่อยอดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ขณะเดียวกัน ตลาดทุนไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในการระดมทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยนำเงินออมระยะยาวมาเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนที่เหมาะสม
นอกจากนี้ การผลักดันการลงทุนรอบใหม่ควรดำเนินควบคู่กับการสร้างฐานเงินออมระยะยาว โดยเห็นว่าข้อเสนอโครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ควรออกแบบแรงจูงใจให้ประชาชนมีการออมเพิ่มขึ้นจริง พร้อมพัฒนาระบบการออมเพื่อการเกษียณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวให้ตลาดทุนไทย และลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดทุนในอนาคต
“ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากนี้ไป คือการเห็นโครงการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นจริง กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีเงินออมระยะยาวไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว” นายไพบูลย์ กล่าว