กรุงไทย คุม NPL ดีกว่าเป้า เดินหน้าช่วยลูกหนี้ จับตา SME-อสังหาฯ
กรุงไทย โชว์ผลประกอบการ 9 เดือนดีกว่าคาด ยันไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ ยึดหลักระมัดระวังล่วงหน้า ชี้ NPL ต่ำกว่าเป้าหมาย เร่งประคองลูกหนี้เปราะบาง พร้อมจับตากลุ่มที่มีความอ่อนไหว SME-อสังหาฯ
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจภายหลังจากธนาคารประกาศผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกว่า ภาพรวมผลประกอบการยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และสามารถทำผลงานได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Consensus) โดยระดับหนี้เสีย หรือ NPL อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง (Mid to Low) ซึ่งทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากธนาคารเน้นการประคับประคองและดูแลช่วยเหลือลูกค้ารายกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) ผ่านการจัดสรรมาตรการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางด้านตัวเลขต้นทุนทางการเงินในการตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) และปริมาณการตั้งสำรองมองว่ามีความเหมาะสม น่าพอใจ และทิศทางตลอดทั้งปียังคงเป็นไปตามแผนเดิม โดยธนาคารยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจบนความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้รวมถึงปีหน้า
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อ ยังคงเป็นไปตามกรอบเป้าหมายเดิมที่วางไว้ โดยหากเทียบกับปีที่ผ่านมา สินเชื่อยังคงมีการขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในระดับปานกลาง (Mid-range) และไม่ได้เน้นการขยายตัวในกลุ่มลูกค้าระดับบน (High-end) รวมถึงธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารงบดุลและอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพื่อรักษาสายป่านให้มีความเพียงพอในการเชื่อมโยงไปข้างหน้าและรองรับโอกาสในอนาคต
“เราเห็นความเสี่ยงว่าลักษณะเนี้ยมันคงเกิด คือโลกมันมีความไม่แน่นอน ต้อง anticipate การ anticipate ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ซึ่งกลุ่ม SME ก็เป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่ง แล้วก็กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ปรับตัวไม่ Invest พอสมควร แต่ก็จะมีบางรายที่ยังติดกับดักอยู่ ที่สต๊อกยังเยอะอยู่ แต่เราประคับประคองได้ดี เราเห็นกลุ่มที่เป็น Targeted หรือกลุ่มเป้าหมายได้ชัด แล้วเราก็คาดคะเน มีการให้ยา ให้วิตามิน ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่ม แล้วก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมา มาตรการที่เรามีสำหรับแต่ละกลุ่มค่อนข้างทำงานได้โอเค”
ทางด้านแผนการรับมือความเสี่ยงนั้น ธนาคารได้คาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipate) ถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระบบไว้อยู่แล้ว จึงได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หลัก สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อยและภาคธุรกิจที่เป็น กลุ่มเปราะบาง ซึ่งธนาคารต้องระมัดระวังและจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ซึ่งในส่วนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวด้วยการลดการลงทุนลงแล้ว แต่ยังมีบางรายที่ยังติดกับดักเรื่องปริมาณสินค้าคงเหลือ (Stock) ที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับกลไกการดูแลหนี้เสียนั้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารเน้นการบริหารจัดการหนี้ด้วยตนเองและแทบไม่ได้ขายหนี้เสียออกไป แม้ธนาคารจะมีการพัฒนาเครื่องมือรองรับไว้อย่างหลากหลาย แต่การเลือกนำมาใช้จะขึ้นอยู่กับบริบทและองค์ประกอบแวดล้อมเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงถือเป็นความท้าทายตามวัฏจักร (Cycle) ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารมีการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อทั้งรูปแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงตามวัฏจักรดังกล่าว
“เรื่องการขายหนี้ ยังไม่ได้ค่อยได้ขายเลย เน้นบริหารอย่างเดียว เป็นหนึ่งในกลไก คือเรามีหลายเครื่องมือ แล้วเครื่องมือตรงนั้นเรายังไม่ได้ใช้ แต่เป็นเครื่องยนต์ที่เราพัฒนาจนมีความพร้อมที่จะใช้ แต่จะใช้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบริบทและองค์ประกอบอื่น ๆ รอบ ๆ”