‘กรุงไทย’ เปิดเกมรับหุ้น AI ผันผวน แนะสะสมหุ้นคุณภาพ-ถือทอง 5-10%
Krungthai CIO ประเมินทิศทางลงทุนสัปดาห์นี้ ตลาดติดตามผลการเลือกตั้งสหรัฐวันที่ 3 พ.ย. ให้ความกังวลความคุ้มค่าจากการลงทุน AI สถานการณ์เงินเฟ้อ แนะนำสะสมหุ้นคุณภาพเมื่อราคาปรับฐาน กระจายพอร์ตสู่หุ้นเฮลท์แคร์ พร้อมคงถือทองคำสัดส่วน 5-10% แต่ให้ชะลอซื้อเพิ่มหลังราคาหลุด 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
รายงานข่าวจากทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 พ.ย 2569 ว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามทั้งผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ วันที่ 3 พ.ย. เพื่อประเมินทิศทางนโยบายภาษี การคลัง การต่างประเทศ และกฎเกณฑ์กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับเอไอ ดาต้า เซ็นเตอร์ (AI Data Center) การรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ ทั้งตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) การจ้างงานภาคเอกชน (ADP) และการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) วันที่ 5 พ.ย.
รวมถึงการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ CPI และ PPI วันที่ 10 และ 13 พ.ย. การทบทวนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 และ Core PCE วันที่ 25 พ.ย. อีกทั้งติดตามการขยายตัวของส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Credit Spread) กลุ่มเทคโนโลยี และความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดเดือน พ.ย. 2569
ขณะเดียวกัน Krungthai CIO ยังคงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเล็กน้อย (Slightly Overweight) ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI ยังแข็งแกร่ง มาจากผลประกอบการของ SK Hynix บริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ตามความต้องการผลิตชิปที่รองรับกำลังการผลิตในปี 2570-2571
ทั้งนี้ การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน แบ่งเงินลงทุนเป็นระยะ ไม่เร่งซื้อในครั้งเดียว พร้อมใช้กลยุทธ์แบบบาร์เบล (Barbell) ที่แบ่งเงินลงทุน 2 ขั้วตรงข้ามกัน ทั้งผสมผสานหุ้นเติบโตคุณภาพสูง (Quality Growth) กับหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรแตกต่างจากกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
ขณะที่การกระจายลงทุนในตลาดต่างประเทศ ตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจจากปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ส่วนหุ้นจีน A-shares ที่เป็นหุ้นของบริษัทจีนที่จัดตั้งและดำเนินธุรกิจในประเทศจีน ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนและซื้อขายด้วยเงินหยวน (CNY) แนะนำถือต่อ แต่ยังไม่เพิ่มน้ำหนักจากสัญญาณเทคนิคระยะสั้นที่อ่อนแอ
สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงใช้หุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy) ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว แต่ระยะสั้นแนะนำชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรอสัญญาณสร้างฐานราคาหลังหลุดแนวรับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้คงสัดส่วนทองคำที่ 5–10% ของพอร์ต
ส่วนตราสารหนี้แนะนำลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากการถือครองและจำกัดความผันผวน โดยเริ่มทยอยสะสมเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สูงกว่า 5.00% และพิจารณาเพิ่มน้ำหนักบริเวณ 5.30–5.35% แต่ไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนในตราสารหนี้อายุยาว โดยเฉพาะผู้ที่รับความผันผวนของราคาได้จำกัด
อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดต่างประเทศโดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนี เอสแอนด์พี500 (S&P 500) ลดลง 0.6% แนสแด็ก (Nasdaq) ลดลง 2.0% และดาวน์โจนส์ (Dow Jones) ลดลง 0.9% จากแรงขายหุ้นกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) และเซมิคอนดัคเตอร์ (Semiconductor) ส่วนตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัว 1.7% และญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแรงขายที่กระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม
ทางด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ลดลง 6 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.93% จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย หลังหุ้น AI ร่วงแรง ส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ลดลง 14.3 จุดพื้นฐาน สู่ 2.16% ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) เพิ่มขึ้น 1.5% แตะ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง สวนทางกับราคาทองคำที่ลดลง 3.0% สู่ระดับ 3,875 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลเงินเฟ้อ แนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และแรงขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง