กรุงศรี ฟินโนเวต ลุยลงทุนเทค สตาร์ตอัพ หวังรีเทิร์น 2-3 เท่า
กรุงศรี ฟินโนเวต เล็งขอวงเงินเพิ่ม 50 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 1.5 พันล้านบาท ลุยลงทุนเทคสตาร์ตอัพกลุ่มอานิสงส์บวกโควิด-19 หวังผลตอบแทน 2-3 เท่าของงบลงทุนในสตาร์ตอัพเดิม คาดครึ่งปีหลังลงทุนได้ 300 ล้านบาท
นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เปิดเผยว่า ภายในต้นปี 2564 บริษัทอยู่ระหว่างขออนุมัติวงเงินลงทุนในเทคสตาร์ตอัพเพิ่มจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยจากวงเงินทุนตั้งต้นที่มีอยู่เดิม 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนใน 7 สตาร์ทอัพ โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแผนจะลงทุนอีก 3 ตัวในวงเงินลงทุนที่เหลืออีก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างทำ Due Diligence คาดภายใน 1-2 เดือนจะเห็นการลงทุน
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธการลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ที่เปลี่ยนไปหลังจากเกิด COVID-19 โดย ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน จะมุ่งเน้นการลงทุนไปในกลุ่มที่ได้รับผลดี หรือไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป อาทิ Health Tech, Food Tech, E commerce, Food Delivery, Insure Tech, Online Payment, Neo Banking, Agri Tech, Ed Tech, HR tech เป็นต้น
“การลงทุนในสตาร์ตอัพ ฟินเทค ที่ผ่านมา จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ Grab, ICON, SILOT, CHOCO, Omise อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่อีก 2 แห่ง ได้แก่ Finnomena และ Baannia อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยภาพรวมทั้ง 7 แห่งดังกล่าวยังไปได้ดีและสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
นอกจากนี้ กลยุทธ์สิ่งที่บริษัทจะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นหลังจากนี้อีก 2 ด้าน คือ การให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงินที่กลับมา (Financial Return) เพื่อต่อยอดการลงทุนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย 3 ปี (2563-2566) ของบริษัทที่ตั้งเป้าจะเป็น (Venture Capital) เต็มตัว โดยสามารถมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจเอง รวมถึงให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเทคโนโลยีในอนาคตด้วย ซึ่งจากเป้าหมายเดิมที่เน้น 2 กลยุทธ์ คือ การลงทุนโดยตรงในสตาร์ตอัพที่หนุนธุรกิจหลัก และการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ตอัพแล้ว
ทั้งนี้ สำหรับผลตอบแทนการลงทุน คาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนได้ภายในปี 2565 เพราะสตาร์ตอัพหลายตัวที่บริษัทลงทุนเริ่มเห็นการขยับตัวประมาณ 3-4 เจ้า ที่มีแนวโน้มจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งน่าจะสร้างผลตอบได้หรือมีการเทขายหุ้นเพื่อทำกำไรได้ โดยเฉลี่ย 2-3 เท่าของการลงทุน
“ในช่วง 3 ปีแรกเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่บุกเรื่องสตาร์ตอัพ แต่ในปี 2563-2566 เราเลื่อนมาเป็นกรุงศรีฟินโนเวต 2.0 และในปี 2567 เราจะก้าวสู่ 3.0 ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง และเปิดให้นักลงทุนทั่วไปเข้ามาบริษัทเราได้ นอกจากนี้เรายังคงเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรสตาร์ตอัพเพิ่มจากปัจจุบันมีอยู่ 50 ราย มีโครงการ 75 โปรเจ็กต์ คาดว่าสิ้นปีนี้จะเห็นโครงการเพิ่มเป็น 100 โปรเจ็กต์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมงานกับหน่วยงานของกรุงศรีได้ 26 หน่วยงาน”