กางผลกระทบตลาดหุ้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐทำ QE Tapering
“บล.เอเซีย พลัส” กางผลกระทบต่อตลาดหุ้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐทำ QE Tapering หลังประชุม Fed Minute เมื่อคืนนี้ “กรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ปรับลดวงเงิน QE Tapering ในปีนี้หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐดำเนินต่อไป”
วันที่ 19 สิงหาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า Fed Minutes หนุนความเชื่อ QE Tapering จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยรายงานการประชุม (Fed Minute) เมื่อคืนนี้ใจความสำคัญ ระบุ “กรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐดำเนินต่อไป ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเริ่มพิจารณาปรับลดวงเงิน QE Tapering ในปีนี้ ตลาดคาดหมายการประชุม Jackson Hole วันที่ 26-28 ส.ค. 2564 ปัจจุบัน Fed กำหนดวงเงิน QE จำนวน 1.2 แสนล้านเหรียญ/เดือน
หากอ้างอิง Pattern การส่งสัญญาณ QE Tapering ในรอบก่อนปี 2556-2558 ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสพบว่า ตั้งแต่ Fed เริ่มส่งสัญญาณ QE Tapering ครั้งแรก จนถึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะใช้ระยะเวลาประมาณ 20 เดือน ดังนั้นถ้ากำหนดให้ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจริงในช่วงปลายปี 2566 (ตามที่ส่งสัญญาณในการประชุม มิ.ย. 2564) เมื่อนำมาคำนวณย้อนกลับ จะพบว่า Fed ควรจะส่งสัญญาณ QE Tapering ในรอบนี้ประมาณช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค. 2564 (ดังรูป)

ทั้งนี้การทำ QE tapering เกิดขึ้น ผลกระทบประเมินเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ตลาดหุ้นโลกผันผวน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร( Bond Yield) และอัตราแลกเปลี่ยนปรับขึ้น คือ
1. ตลาดหุ้นโลกผันผวนและอาจปรับฐานช่วงสั้น ในอดีตผันผวนแรงหลังประกาศ QE tapering ล่าสุดเมื่อวานหุ้นสหรัฐถูก take profit ราว 1% เชื่อว่าวันนี้ดัชนี SET Index คาดจะได้รับ Sentiment ลบเช่นกัน
2.แนวโน้ม Bond Yield สหรัฐคาดจะกลับเป็นขาขึ้น รวมถึง Bond Yield ไทยปรับขึ้นตาม Sentiment บวกต่อ หุ้น BLA
3.Dollar Index มีแนวโน้มแข็งค่าต่อ ปัจจุบันอยู่บริเวณ 93-93.5 จุด (หากผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 94 บาท) คาดหนุนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าทะลุขึ้นไปยืน 34 บาทต่อดอลลาร์ได้ โดยรวมยังเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก อาทิ KCE , NER, TU
ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติคาดชะลอการไหลเข้าในกลุ่มเอเซียรวมถึงไทย เห็นได้จาก Flow ต่างชาติในการซื้อหุ้นช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นเดือนนี้ไหลออกจากหุ้นในภูมิภาคถึง 4,000 ล้านเหรียญ โดยไหลออก 3 จาก 5 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกขายสุทธิ 356 ล้านเหรียญ หรือ 1.2 หมื่นล้านบาท

ในสภาวะปัจจุบันคงยากที่จะหวังพึ่ง Flow ต่างชาติ ทำให้ SET Index ขาดแรงหนุนหลัก และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานได้ โดยมองการเคลื่อนไหวของ SET Index วันนี้ที่ระดับ 1,535 – 1,557 จุด
หากย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีต ช่วงที่มีความกังวลว่าจะเกิดการยกเลิก QE ไปจนถึงยกเลิกมาแล้ว 1 ปี (ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค. 2556 ไปจนถึง ก.ย. 2558) พบว่า Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยด้วยปริมาณสูงถึง 3.3 แสนล้านบาท กดดันตลาดหุ้นไทยปรับฐานราว 16% อีกทั้งค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง 21% (ขึ้นไปเกิน 36 บาท/ดอลลาร์)


โดยฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสเก็บสถิติในอดีตว่า QE Tapering รอบก่อน ส่งผลต่อ Market Earning Yield Gap(MEYG) ได้ผลลัพธ์ว่า MEYG เคยแตะระดับ 4.6% ซึ่งค่าเฉลี่ยย้อนหลังอยู่เพียง 3.9% เท่านั้น ดังนั้นหากคิดกับคาดการณ์กำไรต่อหุ้น-EPS64F) ในปัจจุบันที่ 73.60 บาท/หุ้น ทำให้ SET Index ถูกดันกว่า 115 จุด อยู่ที่ 1,437 จุด
