เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ความรักและความใส่ใจ จุดกำเนิดของ ‘โตโยต้า’
Automotive ความรักและความใส่ใจ จุดกำเนิดของ ‘โตโยต้า’
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ค่าเงินบาทวันนี้ (4 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.76 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (4 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.76 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ห้างใหญ่โหมจับจ่ายกิน-ดื่ม อัดอีเวนต์ข้ามปีชิงเงินไฮซีซั่น
ข่าวหน้า 1 ห้างใหญ่โหมจับจ่ายกิน-ดื่ม อัดอีเวนต์ข้ามปีชิงเงินไฮซีซั่น
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับลง 0.4% อยู่ที่ 76,800 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับลง 0.4% อยู่ที่ 76,800 เหรียญสหรัฐ
ขึ้นภาษีรถ EV นำเข้า 35% ราคาพุ่งคันละ 1-4 แสนบาท เปิดช่องญี่ปุ่นท้าชน ‘รถจีน’
ข่าวหน้า 1 ขึ้นภาษีรถ EV นำเข้า 35% ราคาพุ่งคันละ 1-4 แสนบาท เปิดช่องญี่ปุ่นท้าชน ‘รถจีน’
ครม.สัญจรลงทุนปั้นอีสานเหนือ-ยืดอายุ ม.33 เป็น 65 ปี 
ข่าวหน้า 1 ครม.สัญจรลงทุนปั้นอีสานเหนือ-ยืดอายุ ม.33 เป็น 65 ปี 
ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ถวายผ้าพระกฐิน วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ซีเอ็ดจับมือเครือข่ายคนตาบอด เชื่อมข้อมูลหนังสือ-ต่อยอดหนังสือเสียง
Biz Movement ซีเอ็ดจับมือเครือข่ายคนตาบอด เชื่อมข้อมูลหนังสือ-ต่อยอดหนังสือเสียง
ดูทั้งหมด

ttb คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% สูงสุดรอบ 22 ปี กดดันบาทอ่อนต่อเนื่อง

03 พ.ค. 2565 | 15:09น.
เงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐ-เฟด

ทีทีบี คาดธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% กดดันค่าเงินบาทอ่อนต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 คาดเดือนพ.ค.อ่อนในกรบ 34.20-34.80 บาทต่อดอลลาร์ประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75 %- 2.00%

วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ สอดคล้องตามคาดการณ์ของตลาดการเงินและนักลงทุน

โดยการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2549 ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องติดต่อกันในสองการประชุม ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 50 Basis Points (BPS) จะถือเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากที่สุดในรอบ 22 ปีนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2543 ที่เป็นครั้งสุดท้ายมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย

นโยบายที่ 50 bps โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีการปรับตัวสูงขึ้นตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้นอายุ 3 เดือนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.85% เป็นการเพิ่มขึ้น 50 bps เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ยิ่งไปกว่านั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวอายุ 10 ปีได้ปรับตัวทะลุ 3% ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม สะท้อนภาพความคาดหวังถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย โดย ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดทั้งปี 2565 โดยให้ความสำคัญต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านการบริโภคที่ลดลงจากผลของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านการผลิตจากต้นทุนวัตถุดิบสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศจีน อาจส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศจีน เกิดความยากลำบากเพิ่มมากขึ้น ทำให้ส่งกระทบต่อเนื่องไปยังระบบซัพพลายเชนภายในประเทศ

ทั้งนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ที่ระดับเดิมตลอดทั้งปี 2565 นี้ จะส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ แตกต่างกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ปรับตัวสู่ระดับ 2.25% – 2.50% ณ สิ้นปี 2565 จะส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.75 %- 2.00% ซึ่งถือเป็นสถิติอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แตกต่างกันมากสุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2550

จากการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในระดับสูง ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้การลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐฯ มีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากภูมิภาคเอเชีย

โดยเบื้องต้นเดือนเมษายน 2565 มีเงินลงทุนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียกว่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคเอเชียเข้าสู่สหรัฐฯ ส่งผลกระทบทำให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าเงินบาทและสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชียอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเดือนเมษายนที่ผ่านมา การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลทำให้สกุลเงินหลักในเอเชีย ปรับตัวอ่อนค่าลง โดยสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นทำสถิติอ่อนค่าสูงสุด โดยอ่อนค่าลง 5.5% จากเดือนมีนาคม สำหรับค่าเงินบาทไทย ปรับตัวอ่อนค่าลง 3.0% จากเดือนมีนาคม

โดย ณ สิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 34.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมีนาคม ถือเป็นการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบเดือนมากที่สุดตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561

ttb analytics จึงได้ประเมินค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โดยประเมินกรอบค่าเงินบาทไว้ที่ 34.20-34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ภายหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ จากความคาดหวังของตลาดต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน