เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดวงรายสัปดาห์ 4-10 ตุลาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 4-10 ตุลาคม 2569
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
ดูทั้งหมด

“สี่ชั่วโมงกับผู้ก่อการร้ายที่สังหารลูกชายฉัน ” 

21 ส.ค. 2565 | 16:02น.

ชายสองคนที่ร่วมมือกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) สังหารเจมส์ โฟลีย์ นักข่าวชาวอเมริกัน เมื่อปี 2014 ถูกดำเนินคดีในสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนั้นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่แม่ของนายโฟลีย์นั่งเผชิญหน้ากับผู้ต้องหาอีกคน

ท่ามกลางอากาศยามเช้าที่หนาวเหน็บในรัฐเวอร์จิเนีย ดิแอน โฟลีย์ แม่ของเจมส์ โฟลีย์ เพ่งมองไปที่ใบหน้าของชายที่ลักพาตัวและร่วมมือสังหารลูกชายของเธอ

ตอนที่เธอเดินเข้าไปในห้องอันอึมครึมของศาลแห่งนี้ อเล็กซานดา โคทีย์ นั่งอยู่ก่อนแล้วท่ามกลางความชุลมุนและเสียงอึกทึกของเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ทนายความฝ่ายจำเลย กับผู้คุม และที่ศาลแห่งนี้เองที่มือสังหารถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ตอนที่นั่งลง “มันรู้สึกเหมือนกับว่ามีแค่ฉันกับเขา เรามองหน้ากันและกันและพูดว่า ‘สวัสดี’”

แม้นางโฟลีย์จะเป็นคนสุขุมรอบคอบ แต่อารมณ์หนักอึ้งที่เธอแบกเอาไว้จากประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้ยังเล็ดลอดออกมาผ่านน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนขณะย้อนความทรงจำที่เก็บงำเอาไว้

“มันไม่ง่ายเลย แต่มันจำเป็นต้องทำ” เธอกล่าว “จิมต้องอยากให้ฉันทำสิ่งนี้แน่”

“จิม” คือลูกชายของเธอ นักข่าวชาวอเมริกันผู้มีชื่อว่าเจมส์ โฟลีย์

การฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 โดยฝีมือของ “ไอซิส บีเทิลส์” เครือข่ายของกลุ่มไอเอส ทำให้โลกได้รับรู้ความป่าเถื่อนของกลุ่มก่อการร้ายที่ยึดครองดินแดนจำนวนมากในอิรักและซีเรีย ทำให้ผู้คนนับล้านต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ป่าเถื่อน ในช่วงปี 2014-2017 ไอเอสกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ผู้คนเกรงกลัวมากที่สุดในโลก

ความตายของเจมส์ที่ถูกเผยแพร่ลงทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2014 กลายเป็นภาพจำอมตะที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ชายหนุ่มในชุดจั๊มสูทสีส้มนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ข้าง ๆ เขาคือผู้ชายอีกคนที่สวมหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้า ใช้มีดที่ถืออยู่ในมือตัดศีรษะให้เห็นต่อหน้ากล้อง ซึ่งใช้ถ่ายทำวิดีโอที่ตั้งชื่อว่า  “ข้อความถึงอเมริกา”

เจ็ดปีต่อมา อดีตพลเมืองอังกฤษสองคน เอลชาฟี เอล ชีค วัย 33 ปี และนายโคทีย์ วัย 38 ปี ถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามีความผิดฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเจมส์

นายเอล ชีค ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ที่ศาลในรัฐเวอร์จิเนียร์เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ขณะที่นายโคทีย์ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่เดือน เม.ย. นางโฟลีย์ได้พบกับนายโคทีย์ในตอนนั้น

ช่วงเวลาสี่ชั่วโมงที่ได้พบนายโคทีย์นั้น สำหรับเธอนั่นคือการยึดถือในศรัทธา การให้อภัย และตั้งมั่นกับสิ่งที่กลายเป็นงานของเธอหลังผ่านประสบการณ์สูญเสียลูกชาย นั่นคือการช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันทั่วโลก

นี่ไม่ใช่ชีวิตที่นางโฟลีย์ในวัย 72 ปี วาดภาพเอาไว้ให้ตัวเอง

กราฟิก

ก่อนที่เจมส์จะหายตัวไปในซีเรียในปี 2012  เธอประกอบอาชีพเป็นนางพยาบาล แต่หลายสัปดาห์หลังจากลูกชายหายตัวไป เธอก็ลาออกจากงาน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกลักพาตัวขณะไปทำข่าว

เมื่อเดือน มี.ค.2011 ที่เจมส์และเพื่อนร่วมงานของเขาถูกลักพาตัวในลิเบียโดยกลุ่มที่ทำงานภายใต้ระบอบปกครองของพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี ในครั้งนั้นเขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังไว้ 44 วัน แต่ครั้งนี้จุดจบแตกต่างออกไป

เจมส์ออกเดินทางไปซีเรียเมื่อเดือน ต.ค. 2012 เพื่อรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียดขึ้น เขารู้ดีถึงอันตรายที่ตัวเองต้องเผชิญ และติดต่อกับครอบครัวเป็นประจำ

แต่จนถึงเดือน พ.ย. และเทศกาลขอบคุณพระเจ้าผ่านพ้นไปแล้ว นางโฟลีย์ก็ยังไม่ได้ข่าวลูกชาย จนกระทั่งสิ้นเดือน นางโฟลีย์ได้รับอีเมล จากคนที่ลักพาตัวเจมส์ไป

กลุ่มก่อการร้ายระบุว่าหากครอบครัวต้องการตัวเจมส์กลับไป พวกเขาจะต้องส่งเรื่องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปล่อยตัวนักโทษมุสลิมคนสำคัญหรือไม่ก็ส่งเงิน 100 ล้านยูโรไปให้

ข้อเรียกร้องแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายนี้จับตัวไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนเคย์ลา มูลเลอร์ และปีเตอร์ คาซซิจ รวมไปถึงสตีเฟน ซอทลอฟฟ์ นักข่าวอีกคนหนึ่ง

แม้เวลาผ่านไปหลายเดือนแต่ครอบครัวยังหวังว่าเจมส์จะ “กลับบ้านทันคริสต์มาส” นางโฟลีย์กล่าว

รัฐบาลสหรัฐฯ ขอไม่ให้ครอบครัวโฟลีย์ต่อรองกับกลุ่มก่อการร้าย และ ตามคำบอกเล่าของนางโฟลีย์ ครอบครัวถูกขู่ว่าจะถูกดำเนินคดีหาก พยายามระดมเงินค่าไถ่เอง อย่างไรก็ดีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ครอบครัวโฟลีย์ได้รับข้อความอีกหนึ่งฉบับที่ขู่ว่าพวกเขาจะฆ่าเจมส์ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ  “เขาจะถูกสังหารเพื่อชดเชยสิ่งที่ประเทศของคุณก้าวล่วงกับเรา” จดหมายระบุเช่นนั้น

นางโฟลีย์รู้ข่าวว่าลูกชายตัวเองถูกสังหารจากนักข่าวคนหนึ่ง

“ฉันคิดว่ามันเป็นแค่ตลกร้าย” เธอย้อนความทรงจำ

หลังการเสียชีวิตของเจมส์ กลุ่มก่อการร้ายก็ยังเดินหน้าทรมาน ทุบตี  ปล่อยให้ทั้งนายคาซซิจและซอทลอฟฟ์อดอาหาร ก่อนจะลงมือสังหาร ขณะที่เคย์ลาเสียชีวิตเมื่อปี 2015 ไม่มีการบันทึกภาพการฆาตกรรมเธอ

ในปีเดียวกันนั้น สหรัฐฯ ใช้โดรนสังหารนายโมฮัมหมัด เอ็มวาซี ซึ่งถือเป็นแกนนำกลุ่ม แต่กว่าที่ทั้งนายเอล ชีค และโคทีย์ จะถูกนักรบชาวเคิร์ดที่สหรัฐฯ หนุนหลังจับตัวได้ในซีเรีย ก่อนส่งให้สหรัฐฯ เวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งปี 2018

ครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัว เรียกร้องให้ส่งตัวทั้งคู่ไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ แทนการส่งไปที่เรือนจำกวนตานาโม

p“มันสำคัญสำหรับเรามากที่คนพวกนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ และพวกเขาต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม”

แต่เส้นทางสู่ความยุติธรรมก็เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค “มันต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะมาถึงจุดนี้”

“ฉันคิดว่าประเทศของเราน่าจะร่วมมือกันพาลูกชายและลูกสาวของเรากลับบ้านแทนที่จะมาใช้เวลากับเรื่องการับผิดชอบหลังพวกเขาถูกสังหารไปแล้ว…[แต่] มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” เธอกล่าว

กรณีของโคทีย์แตกต่างจากนายอัล ชีค เนื่องจากเข้าไม่ได้ถูกดำเนินคดีในศาล  นายโคทีย์รับสารภาพ 8 ข้อหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว การทรมาน และฆ่าตัดศีรษะ ตัวประกันที่ถูกกลุ่มไอเอสจับไว้ที่ซีเรีย เขายอมพบกับครอบครัวของเหยื่อตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

และนางโฟลีย์ก็ยอมรับข้อเสนอ

กราฟิก

นางโฟลีย์เล่าว่าขณะนั่งจ้องมองเขาในห้องเล็ก ๆ นั้น เธอรู้สึก “เสมอกัน” กับชายที่มีส่วนร่วมสังหารลูกชายของเธอ

“เขายังดูน่ากลัวสำหรับฉัน แต่แน่นอน ฉันรู้ว่าตัวเองปลอดภัย และเขาไม่สามารถทำร้ายฉันได้อีกต่อไปแล้ว ฉันมีพลังบางอย่าง” เธอกล่าว

“เขาได้ทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดและพรากเอาคนที่ฉันรักไปแล้ว”

มันคือระหว่างช่วงเวลา 4 ชั่วโมงนั้นเองที่นางโฟลีย์รู้สึกเห็นใจผู้ก่อการร้ายคนนี้ที่ต้องใช้ชีวิตที่เหลือในคุก

“ฉันอยากให้โคทีย์เผชิญหน้ากับความโหดร้ายที่เขาก่อ” เธอกล่าว เธอบอกเรื่องของชายที่เขาสังหาร ซึ่งก็คือลูกชายคนโตจากทั้งหมดห้าคนของเธอ

“ให้เขาได้รับรู้ว่าเขาทำลายสิ่งดีงามไป และทำไมคนอย่างเจมส์ถึงไปซีเรีย นั่นเพราะเขาแคร์ และต้องการรายงานความจริงให้โลกรู้”

โคทีย์นิ่งฟัง ก่อนจะเอ่ยเรื่องราวของครอบครัวตัวเอง

“เขาบอกว่าเขาสวดภาวนาขอให้พระเจ้ายกโทษให้เขา เขาให้ดูรูปครอบครัว เขามีลูกเล็ก ๆ ที่เขาอาจไม่มีโอกาสได้เจออีกแล้วตลอดชีวิต นั่นทำให้ฉันรู้ว่าเขาสูญเสียมากแค่ไหนกับการเชื่อเรื่องโฆษณาชวนเชื่อและความเกลียดชัง และนั่นทำให้ฉันสงสารเขา”

แต่เขาไม่เคยบอกกับนางโฟลีย์ว่าร่างของตัวประกันที่เขาและผู้สมรู้ร่วมคิดสังหารถูกฝังอยู่ที่ไหน

นับจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครพบร่างตัวประกันทั้งหมด

“และเขาไม่เคยพูดขอโทษ เขาดูหดหู่และเคารพฉัน เขาพูดว่าสำนึกผิด” แต่เธอย้ำว่าเขาไม่เคยกล่าวขอโทษ

ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้น เธอหันไปพูดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“ฉันพูดกับเขาว่าฉันหวังว่า ณ จุดหนึ่ง เราทั้งสองจะให้อภัยซึ่งกันและกัน”

เธอจำได้ว่าเขามองมาที่เธออย่างงง ๆ และพูดว่า “ผมไม่ต้องขอโทษอะไรคุณทั้งนั้น”

นางโฟลีย์อธิบายว่าคำร้องขอสุดท้ายนั้นมาจากความศัรทธาในนิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นรากฐานของความเข้มแข็งและสิ่งที่ผลักดันให้เธอเดินหน้าต่อ

“ฉันรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องยกโทษอะไรให้ฉัน แต่ในตอนนั้น …​ฉันก็ไม่รู้”

“ฉันแค่รู้สึกว่า ในฐานะที่เป็นคน ไม่มีใครสมบูรณ์เต็มร้อย เราทำบางอย่างที่เราจะเสียใจภายหลัง”

“ถ้าฉันเกลียดพวกเขา พวกเขาก็จะชนะ ฉันจะยังเป็นตัวประกันของพวกเขาต่อไปเพราะฉันไม่กล้าพอที่จะแตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเขาทำกับคนที่ฉันรัก เราต้องภาวนาให้มีความกล้าหาญในการจะทำสิ่งตรงข้าม”

“มันเป็นการเดินทางสู่การให้อภัยที่ยากลำบาก และมันไม่มีทางจบสิ้น แต่ฉันยังอยากที่จะทำสิ่งนี้”

กราฟิก

สามสัปดาห์หลังเจมส์เสียชีวิต นางโฟลีย์ก่อตั้ง The James W Legacy Foundation มูลนิธิที่อุทิศให้กับการผลักดันให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวอเมริกันที่ตกเป็นตัวประกัน

“พลเมืองของเราควรมีรัฐบาลคอยดูแลเวลาพวกเขาเดินทางไปต่างประเทศ” เธอกล่าว

 ทว่าแม้จะทำทั้งหมดนี้ ทั้งนางโฟลีย์และครอบครัวต่างก็ไม่สามารถหลีกหนีจากความทุกข์ได้

“มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับพี่น้องของจิม และสามีของฉัน เราคงต้องทนทุกข์กับสิ่งนี้ตลอดไป”

ครอบครัวของเหยื่อรายอื่นส่วนหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาจะไม่เดินตามรอยของนางโฟลีย์

“ฉันไม่มีทางอภัยให้พวกนั้น และฉันยอมรับมัน” เบธานีย์ เฮนส์ ลูกสาวของเดวิด กล่าวกับบีบีซี ในเดือน เม.ย. ตอนที่นายอัล ชีค ถูกดำเนินคดี

เงื่อนไขหนึ่งของกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ  ทั้งโคทีย์และอัล ชีค จะไม่ถูกตักสินโทษประหารชีวิต

“ฉันรู้สึกดีที่เป็นแบบนั้น” นางโฟลีย์กล่าว “พวกเขามีทั้งชีวิตที่เหลือให้ทบทวนสิ่งที่ได้ทำลงไป”

“พวกเขาสูญเสียอิสรภาพ สัญชาติ และครอบครัว ความเกลียดชังของพวกเขาคือฝ่ายที่พ่ายแพ้”

……..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว