เร่งยกระดับ “ตลาดข้อตกลง” เปิดตลาดเชื่อมสินค้าเกษตร
กรมการค้าภายใน เปิดแผนยกระดับ “ตลาดข้อตกลง” ตั้งเป้าปี”61 เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรใหม่ 15 รายการสร้างรายได้กว่า 278 ล้านบาท เตรียมเชื่อมโยงจากเกษตรกรสู่มือโมเดิร์นเทรด
นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการยกระดับโครงการตลาดในปี 2561 ว่า กรมจะยกระดับโครงการตลาดทุกประเภท โดยเฉพาะตลาดต้องชม ตลาดกลาง ตลาดสด รวมไปถึงตลาดข้อตกลง ซึ่งเป็นโครงการที่กรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สินค้าชุมชน สินค้าเกษตรและอื่น ๆ ของชาวบ้านและเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
โดยเฉพาะการผลักดันยกระดับตลาดข้อตกลง ช่วยเชื่อมโยงสินค้าพืชไร่ และสินค้าพืชสวน เช่น ผลไม้ จากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ปลูกแต่ไม่มีช่องทางระบายสินค้า
สำหรับการยกระดับตลาดสินค้าข้อตกลงในปีนี้ จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรที่จะนำไปจำหน่ายในตลาดข้อตกลงให้มากขึ้น ประมาณ 15 รายการ เช่น สาหร่ายพวงองุ่นสด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักไฮโดรโพนิกส์ มะเขือเทศ เป็นต้น ส่วนผลไม้ เช่น สับปะรดภูเก็ต ลิ้นจี่ มะพร้าวน้ำหอม ลำไย พันธุ์พวงทอง คาดว่าจะช่วยให้เกิดคู่สัญญาซื้อขาย 29 สัญญา ปริมาณ 11,745 ตัน มีมูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 278 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาทำคู่สัญญาได้ 38 สัญญา ปริมาณ 9,865 ตัน มูลค่า 223 ล้านบาท ในสินค้า เช่น กระเทียม ข้าวโพดหวาน ฟัก แฟง ลำไย ส้มเขียวหวาน มะม่วงน้ำดอกไม้ ฝรั่ง มังคุด ทุเรียน สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย ส่งผลให้สินค้าสามารถกระจายไปทั่วประเทศ
นายฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ได้จัดประชุมเพื่อเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าเกษตร 8 ครั้ง ใน 7 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำพูน นครพนม อ่างทอง ราชบุรี พังงา และนครศรีธรรมราช เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตได้รับรู้ว่าในพื้นที่นั้น ๆ มีสินค้าหรือผลผลิตอะไรบ้าง อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะเจรจาตกลงซื้อขายกัน ซึ่งกรมจะจัดประชุมในเร็ว ๆ นี้ พร้อมกันนี้ กรมเตรียมเชื่อมโยงสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้สินค้าเกษตรกระจายเข้าสู่ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นการเพิ่มช่องทางระบายสินค้าให้กับเกษตรกรด้วย
ส่วนการยกระดับตลาดสดหรือตลาดกลาง ขณะนี้มีแผนร่วมมือกับคนในพื้นที่หรือเจ้าของตลาดในพื้นที่เพื่อปรับโฉมตลาดให้ดีน่าเดิน น่าซื้อ และเป็นต้นแบบให้กับตลาดอื่นเป้าหมายเริ่มตลาดสดในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะขยายออกไปในต่างจังหวัดอื่นที่มีความพร้อม ส่วนตลาดต้องชมในปีนี้ตั้งเป้าจะพัฒนาอีก 77 แห่งจากปัจจุบัน ดำเนินการแล้ว 172 แห่งทั่วประเทศ เป้าหมายต้องการให้ได้ 231 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน เชื่อมโยงการท่องเที่ยว
ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เปิดบริการตลาดต้องชม “กาดสวนสาฯ มาม่วนใจ๋ เมืองปัว” จ.น่าน เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในชุมชน ทั้งยังนำคณะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการทำตลาดข้อตกลงในพื้นที่ จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าข้าวโพดหวาน ระหว่างสหกรณ์การเกษตรปัว จำกัด และบริษัท กาญจน์คอร์น จำกัด ทำให้เกษตรขายสินค้าได้ราคาดี ผู้ประกอบการได้สินค้ามีคุณภาพ โดยซื้อขายกก.ละ 5-6 บาทสูงกว่าราคาตลาดที่ กก.ละ 3-4 บาทด้วย