เอกชนหนุน FTA ไทย-ยูเรเซียคว้าโอกาสการค้า 5 ชาติ
หนุนเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-ยูเรเซีย “EAEU” หวั่นตกขบวนเวียดนาม-สิงคโปร์-อินเดียแซง ด้านพาณิชย์เตรียมทำ MOU ยูเรเซียกลางปีนี้ เอกชนเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซีย
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้แสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (5 ประเทศ ได้แก่เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย) ไปแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรอคำตอบจากกลุ่ม EAEU
ล่าสุดทางกรมเตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันควบคู่ไปกับเอฟทีเอ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่อเตรียมรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลก ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (strategic partnership) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปกลางปีนี้
ทั้งนี้ EAEU ถือเป็นตลาดที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 4% มูลค่าการค้ารวมในกลุ่ม 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี มีประชากร 180 ล้านคน และยังอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและวัตถุดิบ อีกทั้งคณะทำงานกลางทางเศรษฐกิจยูเรเซียมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานไฟฟ้า ปิโตรเลียม ระบบการเงิน
“ไทยมีเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้ากับ EAEU ให้ได้ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 2 ปีข้างหน้า จากในปีที่ผ่านมาที่มีการค้า 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 57% โดยไทยส่งออก 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยยังเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการนำเข้าสินค้ากลุ่มพลังงาน ขณะที่สินค้าส่งออกหลักของไทยเป็นสินค้าเกษตร และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น”
นายกิตตินันท์ ยิ่งเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย กล่าวว่า ขณะนี้ส่วนใหญ่ไทยทำการค้ากับรัสเซียถึง 96.5% ส่วนอีก 4 ประเทศใน EAEU ยังมีสัดส่วนน้อยมาก แต่มีโอกาสที่จะขยายการค้าระหว่างกันได้มากขึ้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยรู้จักและนิยมสินค้าไทย แต่ไม่สามารถหาซื้อสินค้าไทยได้ จึงเป็นปัจจัยโอกาสในอนาคต ดังนั้นไทยควรเร่งทำเอฟทีเอ เพื่อสร้างโอกาสในการทำตลาดนี้ เพราะขณะนี้มีประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ทำเอฟทีเอกับ EAEU ลดภาษีสินค้าระหว่างกันเป็น 0% ไปแล้ว ทำให้มูลค่าการค้าเวียดนามกับยูเรเซียเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 30% ได้เปรียบไทยที่ส่งออกโดยผ่านการใช้สิทธิพิเศษทางภาษี ขณะที่สิงคโปร์ที่อยู่ระหว่างเจรจาเอฟทีเอกับยูเรเซียคาดว่าเสร็จกลางปี 2561 และยังมีอิสราเอล อิหร่าน อินเดีย ที่สนใจเจรจากับยูเรเซียเช่นกัน
นอกจากนี้ จีนก็เป็นอีกประเทศที่มีความได้เปรียบไทย เพราะผลิตสินค้าราคาถูก และมีพรมแดนอยู่ใกล้รัสเซีย ทำให้ต้นทุนการขนส่งต่ำ อีกทั้งสองฝ่ายยังมีนโยบายค้าโดยใช้สกุลเงินหยวนร่วมกัน จึงทำให้สัดส่วนการค้ากับจีนสูงถึง 20% ขณะที่สัดส่วนการค้ากับไทยมีเพียง 1% ซึ่งถือว่าน้อยมาก
“รัสเซียชอบสินค้าไทย แต่ถ้าราคาแพงมากก็ไม่ซื้อ เพราะซื้อจากจีนต่ำกว่า ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจรัสเซียคลี่คลายลง รายได้และกำลังซื้อดีขึ้น ไทยควรเร่งผลักดันผู้ส่งออกให้ส่งออกสินค้าที่มีความหลากหลายเข้าไปในตลาดนี้ และเร่งแก้ไขอุปสรรคในเรื่องการขนส่งสินค้า และเหมาะจะเข้าไปลงทุน เพราะยูเรเซียมีวัตถุดิบด้านพลังงาน”
ด้านนายสมบัติ ธีรตระกูลชัย ประธานหอการค้าไทย-รัสเซีย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนมาจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งเข้าไปลงทุนในรัสเซีย โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวสาลี เพื่อส่งออกและนำมาผลิตอาหารสัตว์ ต้องยอมรับว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตข้าวสาลีมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตสารเคมีที่ใช้กับยาฆ่าแมลง และปุ๋ย เป็นแหล่งวัตถุดิบถ่านหินที่สำคัญอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การจะเข้าไปเปิดตลาดต้องศึกษาและทดลองทำการตลาดอย่างรอบคอบ โดยเริ่มจากนักท่องเที่ยวรัสเซียก่อน เพื่อคัดเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดนี้ อีกทั้งต้องจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายควบคู่ไปด้วย
นายอโศก อุปัทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย กล่าวว่า ผู้ส่งออกต้องสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ พิจารณาเปิดตลาดสินค้าโดยหลีกเลี่ยงสินค้าที่เหมือนกับคู่แข่งอย่างจีน หรือเวียดนาม และควรทดลองตลาดกับนักท่องเที่ยวรัสเซีย ซึ่งเดินทางเข้ามาในไทยปีละ 1.3 ล้านคน มีการใช้เม็ดเงินท่องเที่ยว 80,000 บาทต่อคน หลังจากนั้นควรต้องหาคู่ค้า และเพิ่มช่องอีคอมเมิร์ซเพื่อช่วยลดต้นทุน
ด้านการร่วมลงทุนในภาคการผลิตเป็นโครงการที่น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม รัฐควรช่วยส่งเสริมการลงทุนและประสานกับสถาบันทางการเงิน เพื่อช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอี ทั้งนี้ ประเทศคาซัคสถานเป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพสามารถกระจายสินค้าไปในตลาดอื่นได้ ส่วนประเทศอื่นบางประเทศยังมีอุปสรรคด้านการขนส่งและกระจายสินค้า สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีทิศทางที่ดี คือ การผลิตรถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ การก่อสร้าง เป็นต้น