ธนาคารกลางจีนใช้วิธีแปลก ชอร์ตเซลพันธบัตร สร้างเสถียรภาพ-กันฟองสบู่ตลาดบอนด์
ตลาดบอนด์ หรือตราสารหนี้จีน (ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล) อยู่ในภาวะ “ตลาดกระทิง” ที่มีความคึกคัก มีแรงซื้อสูงมาพักหนึ่ง หากตลาดมีความคึกคักหรือมีผู้ต้องการซื้อขายเปลี่ยนมือกันจำนวนมาก ราคาบอนด์ในตลาดก็สูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ หรือบอนด์ยีลด์ (Bond Yield) ลดลง
ด้วยความกังวลว่าความไม่มีเสถียรภาพของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China : PBOC) หรือธนาคารกลางของจีน จึงกำลังพยายามป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในตลาด โดยการทำตามตำราของเฮดจ์ฟันด์ และเตรียมการที่จะขายชอร์ต (Short Sell) พันธบัตรในตลาดรอง
ธนาคารกลางจีนเตรียมขายชอร์ตพันธบัตรกว่าแสนล้าน
ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2024 ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำลังเตรียมการทดลองอันอาจหาญด้านนโยบายการเงินระดับโลก โดยการทำตามตำราของเฮดจ์ฟันด์ และเตรียมการที่จะขายชอร์ตพันธบัตร (Short Sell)
ในระหว่างนี้ที่สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนกำลังประชุมกับสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อวางแนวทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ในการประชุมที่เรียกกันว่า “การประชุมครั้งที่ 3” (Third Plenum)
ขณะเดียวกัน พาน กงเซิ่ง (Pan Gongsheng) ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีนก็กำลังยุ่งอยู่กับการจัดหา-จัดเตรียมพันธบัตรรัฐบาลมูลค่านับ “แสนล้าน” ให้พร้อมสำหรับการขาย เพื่อป้องกันการเกิด “ฟองสบู่” ในตลาดตราสารหนี้ของจีน
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจาก PBOC ยอดคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลในเดือนพฤษภาคม 2024 อยู่ที่ 30.4 ล้านล้านหยวน (ราว 150 ล้านล้านบาท) จากยอดตราสารหนี้ในตลาดทั้งหมด 163.5 ล้านล้านหยวน (ราว 810 ล้านล้านบาท) ซึ่งมีสัดส่วนการถือครองขนาดใหญ่อยู่ในจีน โดยการซื้อเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย ดีมานด์ของผู้จัดการกองทุน และการเข้าซื้อโดยบริษัทที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น ได้ช่วยผลักดันการปรับตัวขึ้นของตลาดตราสารหนี้จีนในปีนี้
ธนาคารกลางจีนหรือ PBOC หลีกเลี่ยงที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (ทำ QE) มาโดยตลอด ทว่าในคราวนี้ PBOC พร้อมที่จะใช้นโยบายแหวกขนบมาควบคุมผลตอบแทนพันธบัตร โดยเข้าไปซื้อขายในตลาดตราสารหนี้โดยตรง แต่วิธีการที่ PBOC ใช้ก็ไม่ใช่วิธีจัดการแบบทั่วไป อย่างที่เฟด (Fed) หรือธนาคารกลางอื่น ๆ ทำกันโดยการซื้อพันธบัตรเพื่อกดบอนด์ยีลด์ลงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในทางตรงข้าม PBOC กำลังจะขายพันธบัตรแทน เพื่อเพิ่มยีลด์พันธบัตรระยะยาวให้สูงขึ้น ไปจนถึงระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลตอบแทนการลงทุนของพันธบัตรจีนลดลงท่ามกลางความกังวลเรื่องการเติบโต
การทดลองทางนโยบายนี้ก่อขึ้นจากความท้าทายอันซับซ้อนและขัดแย้งกันที่ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนต้องเผชิญ ทั้งภาวะราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำขนาบกับภาวะเงินฝืด เป็นที่ชัดว่าเศรษฐกิจของจีนต้องการสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้องไม่ต่ำจนเกินไปจนกระทบต่อผลกำไรของธนาคาร นำไปสู่การก่อหนี้จนท่วมหัว หรือทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงในช่วงเวลาที่เงินดอลลาร์สหรัฐกำลังมีอิทธิพลอย่างสูง
ทอร์สเตน สลอก (Torsten Slok) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ อะพอลโล โกลบอล แมเนจเมนต์ (Apollo Global Management) กล่าวว่า ด้วยเป้าหมายสูงสุดที่จีนต้องการออกแบบวิธีการที่จะลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) กระบวนการนี้จะยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นต้องขยับช้าลง
เมื่อรวมปัญหาหลายอย่างเข้าด้วยกัน เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงทำให้ผู้ฝากเงินกว่าหลายร้อยล้านคนไม่มีทางเลือกการลงทุนอื่นนอกจากการลงทุนในพันธบัตรซึ่งเป็นที่หลบภัยแบบดั้งเดิม ราคาอสังหาริมทรัพย์กำลังดิ่ง หุ้นอยู่ในภาวะหดหู่ และทางเลือกการลงทุนที่เสี่ยงอื่น ๆ ก็ถูกหน่วยงานกำกับดูแลควบคุมอย่างเข้มงวด
ยีลด์ต่ำ-แรงซื้อสูง สร้างความกังวลให้ PBOC
บอนด์ยีลด์ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ นี้ส่งเสริมให้มีการเก็งกำไรเพิ่มขึ้นว่า PBOC จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ PBOC ไม่ค่อยอยากทำ เพราะกลัวว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลง เนื่องจากจีนปรารถนาที่จะมีสกุลเงินที่ทรงอิทธิพลซึ่งจะทำให้จีนเป็นมหาอำนาจด้านการเงิน
ในขณะที่บอนด์ยีลด์ต่ำนั้นจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับทุกสิ่ง ตั้งแต่ตราสารหนี้ภาคเอกชน ตลอดจนสินเชื่อบ้าน กระนั้น หากผลตอบแทนต่ำยังคงยืดเยื้อเป็นเวลานาน ก็ยิ่งจะทำให้ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ทศวรรษที่สาบสูญ (Lost Decade) แบบญี่ปุ่นเพิ่มสูงตามไปด้วย
บางที สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ PBOC ก็คือการเพิ่มขึ้นของการซื้อพันธบัตรที่มีผลตอบแทนต่ำ อาจนำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจจีนซึ่งมีธนาคารจำนวนมากและพึ่งพาธนาคารอย่างหนัก หากว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนบางรายที่กู้ยืมเงินเพื่อซื้อพันธบัตรจะตกอยู่ในความเสี่ยงด้านวิกฤตเงินลงทุน หากพวกเขาบริหารผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาวคลาดเคลื่อนไป
พาน กงเซิ่ง ผู้ว่าการ PBOC กล่าวไว้ในการประชุมลู่เจียจุ่ย (Lujiazui Forum) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า การล่มสลายของซิลิคอนวัลเลย์แบงก์ (Silicon Valley Bank) ในสหรัฐแสดงให้เห็นแล้วว่า ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคอยตรวจตราและป้องกันความเสี่ยงที่สะสมอยู่ในตลาดการเงิน
ตลาดจับจ้องจะขายตอนไหน
PBOC ตัดสินใจใช้วิธีทางตรง ทั้งที่ไม่มีพันธบัตรรัฐบาลสำรองเพียงพอในงบดุล แต่ PBOC ก็อาศัยการยืมพันธบัตรมาจากสถาบันทางการเงินที่ได้รับการแต่งตั้งจากธนาคารกลางให้เป็นคู่ค้าหลักของธนาคารกลาง (Primary Dealer) หรือที่เรียกว่าเป็นการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations : OMO) ซึ่งจะช่วยให้ PBOC สามารถขายพันธบัตรเพื่อที่จะดึงผลตอบแทนจากการลงทุนขึ้นมาได้
ตลาดกำลังคาดการณ์กันว่า PBPC จะเริ่มขายพันธบัตรเมื่อใด ทั้งนี้ จากการสำรวจของบลูมเบิร์กชี้ว่า อัตราผลตอบแทน 2.25% ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่มีการซื้อขายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมาเป็น “เส้นแดง” หรืออัตราที่ PBOC ไม่อยากเห็น และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนดังกล่าวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.18%
ตามการรายงานในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ที่ PBOC สนับสนุน แนะนำช่วงอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมไว้ระหว่าง 2.5-3.5% แต่การจะไปถึงระดับนั้นได้ แค่ความพยายามของ PBOC คงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางด้านนโยบายจากรัฐบาลด้วย
แต่ความเสี่ยงก็คือการขาดการสนับสนุนทางนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานของ PBOC ในการกำหนดอัตราผลตอบแทนนั้นยากขึ้นมาก และเนื่องจากตลาดขาดพันธบัตรรัฐบาลในระยะยาว การฟื้นตัวของบอนด์ยีลด์จึงอาจเป็นโอกาสเดียวสำหรับการฟื้นตลาดพันธบัตรที่กำลังคึกคักให้กลับมาลงตัวอีกครั้ง