Skip to content

แบงก์เฝ้าระวังกลุ่มธุรกิจส่งออก เผชิญพิษบาทแข็ง-เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว

17 ต.ค. 2567 | 09:58น.
แบงก์เฝ้าระวังกลุ่มธุรกิจส่งออก เผชิญพิษบาทแข็ง-เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว

พิษเงินบาทผันผวนกระทบมาร์จิ้นผู้ส่งออกนำเข้า ฉุดสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ชะลอ “ทีทีบี” เผย SMEs ใช้วงเงินสินเชื่อน้อย-ชำระคืนหนี้เร็ว เหตุดอกเบี้ยสูง-ค่าเงินผันผวน แนะลูกค้าใช้สกุลท้องถิ่นแทนดอลลาร์ที่ผันผวนสูง 10-12% “กสิกรไทย” จับตาธุรกิจส่งออกโค้งสุดท้ายตัวเลขไม่สวย เหตุเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว แถมน้ำท่วมกระทบผลผลิตกรุงศรีฯเฝ้าระวังการอนุมัติสินเชื่อตามความเหมาะสมแต่ละธุรกิจ

นางสาวบุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าธุรกิจตลาดการเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ปีนี้ค่อนข้างลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกในกลุ่มเอสเอ็มอี มีการขอวงเงินสินเชื่อน้อยและชำระคืนค่อนข้างเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 4/2567 เป็นช่วงฤดูกาลส่งออกทำให้ปริมาณการค้าปรับดีขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ภาคเกษตร กลุ่มสุขภาพ พลังงาน และโลจิสติกส์ แต่จะเห็นว่าระหว่างทางยังคงมีความเสี่ยงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน และความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยศูนย์วิเคราะห์ทีทีบีคาดว่าการส่งออกปี 2567 จะขยายตัว 1.7% และการนำเข้า 3.9%

แนะใช้เงินสกุลท้องถิ่น

นางสาวบุษรัตน์กล่าวว่า ความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน โดยจะเห็นว่าเงินดอลลาร์สะวิงราว 10-12% ซึ่งหากใช้ดอลลาร์ในการค้าขายจะทำให้มาร์จิ้นหายไปเกือบ 10% แต่ถ้าหันมาใช้สกุลท้องถิ่น ความผันผวนของค่าเงินจะน้อยกว่า เช่น หยวน ค่าความผันผวนขึ้นลงไม่เกิน 4% จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าขายระหว่างกัน จะช่วยบริหารรายได้และต้นทุนที่ปรับดีขึ้น

ทั้งนี้ หากดูปริมาณการค้าขายกับต่างประเทศ ไทยมีการค้าขายในภูมิภาคเอเชียราว 50% จีน 19% และสหรัฐ 10-20% แต่มีการใช้สกุลดอลลาร์ในการค้าขายสูงถึง 70-80% ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการส่งออกในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนหนัก

โดยที่ผ่านมาสัดส่วนผู้ประกอบการหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นเติบโตเพิ่มขึ้น 30% โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนเติบโต 13%

โค้งสุดท้ายส่งออกโตต่ำ

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรก ของธนาคารขยายตัวได้ตามเป้าหมาย สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ

โดยภาคการส่งออกเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งขยายตัวสูงถึง 8% ซึ่งเติบโตได้ดีในอุตสาหกรรมเกษตร กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมี กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ คาดว่าจะยังคงมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้เศรษฐกิจประเทศหลักเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 มีอัตราการขยายตัวจากปีก่อนทั้งการส่งออกและนำเข้า โดยการส่งออกขยายตัว 4.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และสินค้าเกษตร เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าและราคาสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี คาดว่าในช่วงที่เหลือการส่งออกยังขยายตัว แต่ต่ำกว่าช่วง 8 เดือนแรก โดยทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 2.5% เนื่องจากกำลังซื้อเศรษฐกิจคู่ค้าอ่อนแอตามเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจกระทบผลผลิตด้านการส่งออก ขณะที่การนำเข้าขยายตัวราว 4.5% ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และมูลค่าการนำเข้าที่สูงขึ้นในกลุ่มเครื่องจักร สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน

นายณัฐพลกล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็วมีผลกระทบต่ออัตรากำไร (มาร์จิ้น) ของผู้ส่งออก-นำเข้าต่างกัน โดยกระทบในแง่ลบต่อผู้ที่มีรายรับเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ผู้ส่งออก และส่งผลบวกต่อผู้ที่มีภาระจ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ผู้นำเข้า โดยธนาคารได้ให้ความรู้สถานการณ์ตลาดการเงิน

รวมถึงแนะนำเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น สัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (FX Forward Contract) บัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) และอนุพันธ์ทางการเงินต่าง ๆ เช่น FX Options เป็นต้น เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เฝ้าระวังอนุมัติสินเชื่อ

แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดเผยว่า สำหรับการปล่อยสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ ธนาคารยังคงมีนโยบายการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า โดยคำนึงถึงความต้องการและความจำเป็นทางธุรกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาสในการเติบโต ได้แก่ อาหาร เคมี และกระดาษบรรจุภัณฑ์

อย่างไรก็ดี จากภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศยังคงมีความผันผวน และซบเซาในบางประเทศ จึงต้องเฝ้าระวังและพิจารณาอนุมัติตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ

ขณะที่ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) ระบุว่า ภาพรวมสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 19% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป รวมไปถึงเป็นผู้ผลิต โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และใช้เลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้า เป็นเครื่องมือในการชำระหรือรับชำระค่าสินค้ากับคู่ค้า ซึ่งคาดว่าความต้องการสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากประเด็นเงินบาทที่กลับมาแข็งค่ารวดเร็วในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2567 และคาดว่าเงินบาทอาจเผชิญความผันผวนช่วงสั้นได้สูงจากผลการเลือกตั้งสหรัฐในช่วงปลายปี โดยแนะนำผู้ที่มีธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน

โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบสูง หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เช่น การใช้บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) เพื่อช่วยบริหารรายรับและรายจ่ายสกุลเงินต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจส่งออก เงินบาท