Skip to content

ขุนคลัง ชี้ กนง.ลดดอกเบี้ย ส่งผลบวก หวังถกรอบหน้าลดอีก 0.25%

17 ต.ค. 2567 | 10:39น.
ขุนคลัง ชี้ กนง.ลดดอกเบี้ย ส่งผลบวก หวังถกรอบหน้าลดอีก 0.25%

พิชัยขอบคุณ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังช่วยประชาชน-เอสเอ็มอี ชี้อยากเห็นแบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้เสริมสภาพคล่อง ยังหวัง กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 ในการประชุมครั้งหน้า เตรียมถกกรอบเงินเฟ้อต่อให้เพิ่มอยู่ในระดับ 2-3%

วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 2.50 เป็นร้อยละ 2.25 ต่อปี ว่าเป็นไปตามสิ่งที่รัฐบาลคาดหวังไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งการลดดอกเบี้ยถือเป็นการลดภาระ แต่แน่นอนว่าการที่คนจะไปกู้เงินลอตใหม่ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 อาจไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ

แต่ประเด็นสำคัญ คือคนที่เป็นหนี้จะได้ลดอัตราดอกเบี้ย และมีผลต่อความเชื่อมั่นเงินกู้ที่อยู่ในตลาด Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ก็จะมีผลดีกับผู้ที่ลงทุนรุ่นเก่า ดังนั้น ผลที่ออกมาเป็นไปแนวทางบวก

นายพิชัยกล่าวอีกว่า กนง.ก็ยังเป็นห่วงหนี้ส่วนบุคคลกับหนี้เอสเอ็มอี ซึ่งตนเองเห็นว่าเรื่องดังกล่าวถูกจุดแล้ว ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ย แต่ความเป็นจริงแล้วต้องมีสภาพคล่อง ฉะนั้น ต้องหาทางที่จะพูดคุย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ เพื่อที่จะให้มีการปล่อยสภาพคล่องเข้ามาในตลาดมากขึ้น

ส่วนธนาคารของรัฐได้ทำเต็มที่แล้ว และทำทุกมิติในจำนวนที่มาก โดยคำนึงหลักที่ว่าธนาคารทำได้ เนื่องจากสถานะธนาคารภาครัฐในช่วงที่ผ่านมามีความเข้มแข็ง เช่นเดียวกับสถานบันอื่น ๆ ก็มีความเข้มแข็ง ซึ่งอยากจะเห็นความร่วมมือและช่วยกันฟื้นฟู เพื่อเพิ่มสภาพคล่องเข้ามา

ทั้งนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยก็จะมีผลทำให้สภาพคล่องไหลกลับเข้ามาส่วนหนึ่ง ดังนั้น ก็ถือเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องดูใน 2 เรื่องคือ 1.หนีไม่พ้นที่จะคิดอัตราดอกเบี้ยแค่ประเทศไทย ซึ่งต้องดูองค์ประกอบ แนวคิด วิธี แนวโน้ม ของประเทศที่มีผลต่อโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ ยุโรป ซึ่งต้องดูเรื่องนี้ประกอบด้วยในลำดับต่อไป ซึ่งตนหวังว่าไม่ใช่เฉพาะครั้งนี้ คงต้องมีการปรึกษาหารือกัน

2.ส่วนตัวคิดว่าภาวะเงินเฟ้อคงไม่ถึงร้อยละ 1 ในปีนี้ นั้นหมายความว่าไทยอาจพลาดโอกาสหรือไม่ในการที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมากกว่านี้ ดังนั้น การที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมาก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการผลิตให้สามารถรองรับได้ แต่ถ้ามีการคาดการณ์ว่าปีหน้าจะเป็นร้อยละ 1 กว่า ถ้าจะหวังการคาดการณ์ในปีต่อ ๆ ไปอาจต้องมาถกคิด เนื่องจากปีที่ผ่านมาหากย้อนกลับไปก็เคยพูดเช่นนี้ ว่าค่าเงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้น แต่ของจริงไม่ขึ้น

ดังนั้น อาจต้องดูข้อเท็จจริงมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าหลายเรื่องก็น่าจะเป็นผลดีระดับหนึ่ง และคิดว่า กนง.ก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดู ก็ต้องขอขอบคุณที่ดูอย่างละเอียดและรอบคอบ และหวังว่าก็จะดูผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ต้องดูว่ามีนโยบายอย่างไรต่อไป การที่ทำหรือไม่ได้ทำอะไรจนทำให้ทิศทางเศรษฐกิจของเราถูกคาดเดาได้ทั้งตลาด ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร จึงเป็นช่องทางที่คนฉลาดกว่าใช้ช่องทางนี้เข้ามาทำประโยชน์ได้

ส่วนการประชุม กนง.ครั้งต่อไป ที่มีการคาดหวังว่าจะมีการลดอัตราต่อเนื่อง ร้อยละ 0.25 อีกหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดู เพราะเศรษฐกิจประเทศไทยผูกกับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ดังนั้น เศรษฐกิจต้องปรับปรุงอยู่แล้ว แต่การที่ผูกอยู่กับต่างประเทศก็ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ว่าสถานการณ์ต่างประเทศ วิธีคิด แนวโน้ม เดินไปในทิศทางใด ซึ่ง กนง.ก็ต้องคิดให้หนัก

ส่วนกรอบเงินเฟ้อควรปรับมาอยู่ที่ร้อยละ 2-3 หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลคาดหวังอย่างนั้น เพราะถ้าอยากช่วยเศรษฐกิจโตขึ้น ก็ต้องตั้งในสูงมากกว่าปัจจุบัน ส่วนตัวเห็นว่าเงินเฟ้อต่ำกว่าร้อยละ 1 มันคงไม่ได้ ส่วนจะปรับในปีนี้หรือไม่ เห็นว่าปกติได้มีการตกลงเป็นปี ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ช่วงนี้ใกล้สิ้นปีก็คงต้องมีการนั่งพูดคุยตกลงกัน ซึ่งทางภาครัฐบอกแล้วว่าได้เวลาแล้วในเดือนนี้ ซึ่งจะต้องมานั่งพูดคุยกัน และทุกคนต้องเตรียมข้อมูลและส่งเรื่องนี้ให้กันต่อไป

ส่วนมีปัจจัยใดที่ทำให้ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยลงในรอบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมลด นายพิชัยกล่าวว่าต้องไปถามในส่วนของ กนง.

ส่วนจะเป็นเพราะเชื่อมั่นในนโยบายโดยรวม และตัวนายกรัฐมนตรีมากขึ้นหรือไม่ นายพิชัยเห็นว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. ปรับลดดอกเบี้ย