เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
ดูทั้งหมด

ตั้งหลักการลงทุนปี 2568 สร้าง Mindset คุ้มกันพอร์ตปลอดภัย

29 ธ.ค. 2567 | 09:35น.
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

และแล้วสหรัฐก็ปิดจ็อบการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายในโค้งท้ายปีมังกร ด้วยผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้าย (17-18 ธ.ค.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นลง 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% เป็นไปตามตลาดคาด

โดยปีนี้สหรัฐเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในช่วงครึ่งปีหลังท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มโน้มลงเข้าหากรอบเป้าหมาย 2% เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง รวม 1% (ครั้งแรก 0.50% เดือนกันยายน ตามด้วย 0.25% เดือนพฤศจิกายนและครั้งสุดท้ายลด 0.25%) หลังจากที่ทรงตัวระดับ 5.25%-5.50% มานานตั้งแต่ปี 2023

ในรายงาน Dot Plot ของเฟด ได้ส่งสัญญาณปี 2025 จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% จากเดิมที่ในเดือนกันยายนได้ส่งสัญญาณว่าในปีหน้า จะปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 1.00%

ประธานเฟด “เจอโรม พาวเวลล์” พูดถึงโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตว่า จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง และจะขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงหรือไม่ และจะต้องติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า เฟดเริ่มตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ภาวะเศรษฐกิจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐที่จะรับตำแหน่งเป็นทางการต้นปี 2025

มุมมองของตลาด คาดว่าโอกาสครั้งต่อไปที่เฟดจะลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นช่วงกลางปี 2025 โดยเงินเฟ้ออาจจะยังไม่ลดลงมาใกล้เคียงกับเป้าหมาย 2% และยังประมาณการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงปี 2024-2027 อยู่ที่ระดับ 2.5%, 2.1%, 2% และ 1.9% ตามลำดับ ซึ่งหากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ก็คงจะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแบบที่เคยคาดไว้ได้ยากแล้ว

หลังผลประชุมเฟดออกมา ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลง โดยเฉพาะสหรัฐร่วง 3-4% ตลาดเอเชียก็ไหลลง 1-2% ตลาดตราสารหนี้ Bond yield เด้งขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นทันทีครับ

ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ไม่ชอบความอึมครึมหรือไม่ชัดเจน ปีหน้าไม่มีใครคาดเดาใด ๆ ล่วงหน้าได้เลยครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครควบคุมได้ด้วยครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่จะคุณพอจะควบคุมได้และไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ บริหารจัดการเงินและจัดการพอร์ตลงทุนหุ้นให้มีพลังฝ่าความผันผวนระหว่างทาง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินลงทุนไม่หายไป ทำให้พอร์ตลงทุนมั่นคงสามารถเติบโตในระยะยาวไว้ใช้ในอนาคต

เพราะฉะนั้น ผมชวนมาฟังคำแนะนำดีๆ เพื่อสร้างพอร์ตกลับมาโตไวๆ เริ่มจากการปรับ ‘Mindset’ การลงทุนให้ถูกทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนชาว VI (หุ้นเน้นคุณค่า) จะต้องทำการบ้านสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ป้องกันไม่ให้วิถีลงทุนของเราหลงใหลไปกับกระแสต่าง ๆ ที่รุมเร้าจนจิตใจหวั่นไหว

มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมากๆครับ “เก่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามี Mindset หรือกรอบคิดในการลงทุนอย่างไร” อันนี้เป็นเรื่องจริงครับ

นักลงทุน VI จะได้ยิน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูสาย VI บอกเสมอว่า การลงทุนของเราจะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่กับการที่เราจะมี Mindset ที่ถูกต้องในระยะยาวค่อนข้างมาก บางทีอาจจะสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นด้วยซ้ำ

หลายคนอาจจะงงคำว่า Mindset หน้าตาเป็นยังไง แปล ง่าย ๆ ก็คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากสมองของเรา ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการลงทุนของเรา คุณลองสังเกตตัวเองตอนลงทุนเจอตลาดผันผวนแรงๆ แล้วสมองของคุณคิดอะไรบ้าง ยิ่งช่วงหุ้นตกแรงๆ อารมณ์ จิตใจ เกิดความวิตกกังวลแค่ไหน คุณอยู่ในสถานะคันไม้คันมือแค่ไหน แม้แต่หุ้นพุ่งขึ้นแรงก็เหมือนกัน ล้วนแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมการลงทุนของคุณเองครับ

4 Mindset การลงทุน

การสร้าง Mindset การลงทุน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนลงทุนระยะยาวสาย VI แม้จะมีความยาก เพราะต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองและกระแสที่รุมเร้ารอบตัว แต่ถ้าคุณสามารถสร้างกรอบการลงทุนที่มีหลักการชัดเจนถูกต้องจะทำให้พฤติกรรมการลงทุนสอดรับกับผลตอบแทนระยะยาวแน่ ๆ มาเริ่มดูกันครับ

Mindset ข้อแรกคือปรับความคิดใหม่เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น หากคุณเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ลองคิดใหม่ให้เป็น การลงทุนระยะยาวใน “บริษัท” ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นบริษัทที่ดี สามารถขายสินค้าหรือบริการที่แข่งขันได้ดีและเหนือคู่แข่ง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจธุรกิจ ก็จะไม่ลงทุน เพราะฉะนั้นอยากลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ราคาหุ้นมีอนาคตตามธุรกิจที่ลงทุนมีศักยภาพเติบโตอย่างน้อย 5-10 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เราถือหุ้นอยู่

Mindset ข้อสอง ตั้งผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น หรือถ้าคิดว่าไม่สามารถเลือกหุ้นได้ดี ก็ตั้งเป้าผลตอบแทนประมาณ 7-8% ต่อปีแบบทบต้นก็เหมาะสม เพราะนี่คืออัตราผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นส่วนใหญ่รวมถึงตลาดหุ้นไทยในอดีต ส่วนคนที่เคยได้ผลตอบแทนระยะยาวถึง 20% แบบทบต้นที่ไม่ใช่เพราะฟลุกหรือโชคดีแบบนักเก็งกำไรเหล่านั้น ซึ่งจะมีอยู่คนเดียว คือ นักลงทุนในตำนานโลก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพราะทำการบ้านมีข้อมูลที่ชัดเจนจริง ๆ เขาเป็นไอดอลชาว VI ที่ประสบความสำเร็จทำผลตอบแทนสูง

Mindset ข้อสาม จะต้องไม่กู้เงินมาลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูงหากหุ้นตกแรงจะถูกบังคับขาย (Forced Sale) หุ้นนั้น ๆ อย่างไร้ค่าแถมเสียดอกเบี้ยฟรี ๆ อีก ซึ่งส่วนใหญ่บรรดานักเล่นหุ้นเก็งกำไร มักชอบกู้เงินมาลงทุนเพราะคิดว่าทำช่วยเพิ่มกำไรหรือผลตอบแทนได้มาก ๆ ถือเป็น Mindset ที่ผิดครับ เพราะเสี่ยงสูงมากกว่ากำไรแบบฟลุก ๆ

Mindset ข้อสี่สุดท้าย ถ้าตั้งใจจะลงทุนระยะยาวไปจนเกษียณ เราก็ควรจะเรียนรู้และฝึกฝน “ศาสตร์แห่งการลงทุน” ที่จะใช้ลงทุนและยึดถือเป็นหลัก ซึ่งศาสตร์ของ VI เป็นหนึ่งในแนวทางการลงทุนที่ดีในการลงทุนระยะยาว สะท้อนจากผลงานบริหารพอร์ตของปู่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ที่มีอายุเกิน 90 ปีในวันนี้ ยังสามารถบริหารกองทุนใน Berkshire Hathaway จนผลตอบแทนเติบโตมาตลอดหลายสิบปีโดยที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเอาชนะได้ ตอกย้ำว่า หลักการลงทุนแบบ VI นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ถ้าวัดหลักการลงทุนที่ปู่บัฟเฟตต์ใช้มายาวนานมาก ๆ บ่งบอกถึงแนวทาง VI นั้น ไม่ได้ล้าสมัยหรือตามไม่ทันโลกเลยนะครับ

เพราะฉะนั้น ในปีหน้า 2025 โลกจะปั่นป่วนจากนโยบายของคุณทรัมป์แค่ไหน สงครามการค้าไปจนถึงสงครามสู้รบจะเกิดขึ้นระหว่างทาง เฟดจะลดดอกเบี้ยลงมากหรือลงน้อย เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเจอภาวะถดถอยก็ตาม

แต่ถ้าคุณมี Mindset ที่ดีและเดินตามเส้นทางลงทุนสไตล์ VI แล้ว ก็ควรจะยึดหลักการอย่างเข้มข้น แม้ว่า ระหว่างทางของพอร์ตลงทุนของคุณ จะแกว่งไกวตามมรสุมต่างๆ แต่ก็จะมีสภาวะทนทาน หรือ resilient เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติยืนอยู่ได้อีกครั้ง โดยที่ผลตอบแทนของพอร์ตก็ยังไปต่อเรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวา แต่ก็สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเงินลงทุนทบต้นครับ

สิ่งสำคัญของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้ว่า ตัวเองมีสไตล์การลงทุนแบบไหนให้ชัดเจนก่อน อย่าลงทุนสะเปะสะปะ มั่วๆ ตามกระแสหรือเก็งกำไรตามสถานการณ์ตลาดเพราะจะพาพอร์ตล่มแน่นอน ตราบใดที่คุณชัดเจน ก็เหมือนคุณมีเข็มทิศนำทางเข้าสู่จุดสตาร์ตการลงทุน มุ่งหน้าได้อย่างถูกทิศถูกทาง และถ้าทำไปเรื่อย ๆ คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ คุณก็จะมี “แต้มต่อ” เมื่อเทียบกับนักลงทุนอื่น

สำหรับใครที่คิดว่า ปีใหม่ 2025 อยากจัดพอร์ตให้มีแต้มต่อ อย่าลืมสำรวจ Mindset ตัวเองก่อนว่า มีส่วนไหนที่ต้องปรับบ้าง และตั้งเป้าหมายสไตล์ลงทุนให้ชัดเจนเพื่อสร้างการเติบโตได้ยาว ๆ กลยุทธ์หลัก ๆ ผมใช้ 2 วิธีในการจัดการพอร์ตลงทุนเป็นระบบแบบมืออาชีพ

วิธีการจัดพอร์ตที่ทั่วโลกนิยมกัน คือ Core&Satellite ซึ่งจะแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

พอร์ต Core จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จัดเป็นกระดูกสันหลังของการเติบโตในระยะยาว ไม่หวือหวา ผลตอบแทนค่อย ๆ โตไปได้เรื่อย ๆ ส่วนใหญ่สินทรัพย์ที่ลงทุน สามารถเป็นได้ทั้งประเภทพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้คุณภาพ ทองคำ หุ้นประเภท Value stock, Defensive Stock, Divident Stock หุ้นตลาดพัฒนาแล้วอาทิ สหรัฐ หรือ ดัชนี S&P500 ถ้าเป็นนโยบายลงทุนของ Jitta Wealth เองก็คือ Global ETF ที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก เป็นต้น

พอร์ต Satellite ก็จะเป็นการลงทุนสินทรัพย์หรือที่เสี่ยงสูงขึ้นมา เพื่อบูสต์การเติบโต ส่วนนี้จะเน้นทำกำไรสูง เช่น ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ธีมเมกะเทรนด์ ลงทุนเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นที่เรารู้สึกว่ามันกำลังจะมา เช่น ตลาดเกิดใหม่ที่ยังเติบโตน่าลงทุน อย่าง เวียดนาม จีน อินเดีย ที่วัฏจักรธุรกิจ เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตในระยะยาว ถ้าเป็นตัวหุ้นต้องเลือกพื้นฐานดี ราคาถูกหรือเหมาะสมยังน่าลงทุน

กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core&Satellite เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีมากๆ นะครับ และยังช่วยบริหารผลตอบแทนให้บรรลุเป้าหมายที่ดีในระยะยาว ในเบื้องต้นแนะนำสูตร Core & Satellite 80:20 ผลตอบแทนจะชนะเงินเฟ้อ เวลาผันผวนหรือเกิดวิกฤติ คุณจะเสียหายน้อยแบบล้มบนฟูกนิ่มๆ

เมื่อไหร่ที่คุณรับความผันผวนได้มากขึ้นก็ค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนในพอร์ต Satellite ได้ ถ้าคุณจัดพอร์ตแบบนี้ แม้ในปีที่หุ้นตกเยอะ คุณก็สามารถเปิดดูพอร์ต Core ให้อุ่นใจ เพราะยังมีกำไรอยู่ ส่วนปีที่หุ้นขึ้นดีมาก ๆ ก็มาดูพอร์ต Satellite อย่างน้อย ๆ พอคุณได้กำไรเยอะ ก็เอาพอร์ตนี้ไปคุยกับคนอื่น ๆ ได้ จริงไหมครับ

นอกจากนี้ วิธีลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือถัวเฉลี่ย จะ เป็นการทะยอยลงทุนเป็นงวด ๆ อย่างสม่ำเสมอด้วยเงินจำนวนเท่าๆ กัน ซึ่งถ้าใช้คู่กันจะช่วยให้บริหารความเสี่ยงพอร์ตได้เพิ่มขึ้นครับ เพราะต้นทุนการลงทุนจะต่ำกว่าการใส่เงินลงทุนก้อนเดียวครั้งเดียวแน่นอน ยิ่งกว่านั้น การทยอยสะสมเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลานั่งจับจังหวะตลาดเอง นี่คือการสร้างวินัยในการลงทุน ที่จะเพิ่มพลังพอร์ตของคุณถึงเป้าหมายเส้นชัยได้ไวครับ

หลายคนคงสงสัยว่า DCA แล้วดีจริงหรือเปล่า?

ผมมีสถิติชี้! ลงทุนแบบ DCA ระยะยาวชนะ! ลงทุนครั้งเดียว เทียบผลตอบแทนพอร์ตจริง โดย Jitta Wealth ได้ทำข้อมูลสถิติเปรียบเทียบผลตอบแทน MWR (Money-weighted Return) ตลอดระยะเวลาประมาณ 4 ปี (วันที่ 31 สิงหาคม 2563-31 ตุลาคม 2567) ระหว่างพอร์ตที่มีการ DCA มากที่สุด 50 ครั้ง! (ไม่นับการลงทุนครั้งแรก) กับพอร์ตที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว

พบว่าพอร์ตที่มีการ DCA ได้รับผลตอบแทน +46.50% ส่วนพอร์ตที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว ได้รับผลตอบแทน +43.41% คุณอาจมองเผิน ๆ ว่าผลตอบแทนที่เห็นไม่ได้ต่างกันมาก แต่ถ้าไปดูที่ตัวมูลค่าของพอร์ต ก็จะเห็นตัวเลขที่แตกต่างอย่างแท้จริงครับจากเงินต้นที่ถูกเติมเข้าไปในพอร์ตทุก ๆ เดือน

ส่วนใครที่ยังรู้สึกว่าจะ DCA ทุกๆ เดือนไหวไหม ผมแนะนำเริ่มต้นแบบนี้ก่อนครับ คือ ในวันที่เราได้เงินเข้ามา เช่นเงินเดือนเข้ามาวันไหน ก็ให้ตัดจำนวนเงินส่วนนึงเพื่อ DCA เลยทันทีอาจจะ 10% ของรายได้ เพราะเรามีรายได้ก็ให้จ่ายตัวเองก่อน (ออมเงิน) นั่นก็คือการ DCA ไว้ เหลือเงินเท่าไรเราจะได้ใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ แต่ถ้ารู้สึกตึงเกินไป ก็ปรับลดวงเงินหรือช่วงระยะเวลาการ DCA ให้เหมาะสมและทำสม่ำเสมอนะครับ โดยเฉพาะช่วงตลาดหุ้นลงแรง ๆ การ DCA จะเห็นผลตอบแทนสวยงามเสมอเมื่อตลาดฟื้นตัวครับ

ผมขอฟันธงครับ พลัง DCA นอกจากจะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้พอร์ตผันผวนน้อยลงแล้ว ยังเป็นการสะสมเงินต้นทำให้ผลตอบแทนที่ได้ทบเข้าไป ช่วยให้พอร์ตเติบโตจนใจฟูอีกด้วยครับ

เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที หลายคนกำลังคิดถึง New Year Resolution ในมิติต่างๆ ของชีวิต ผมอยากให้คุณใส่เป้าหมายทางการเงินเข้าไปในเป้าหมายเหล่านั้นด้วย เพื่อสร้างชึวิตการเงินที่ดีขึ้น 100%+ ในอนาคตครับ ผมเชื่อว่าพลังแห่งการ DCA จะช่วยเสริมปังการเงินการลงทุนรับปี 2025 และปีต่อ ๆ ไปแน่นอนครับ

ถึงเวลาโบกมือลาปีเก่า 2024 ไม่ว่าพอร์ตที่ผ่านมาของคุณจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเจอเรื่องดีหรือร้าย ผมขอให้คุณเลือกเก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเปิดใจให้กว้าง รอรับวันใหม่ ๆ ที่ดีในปีใหม่ 2025 กันดีกว่าครับ สวัสดีปีใหม่ ผมขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์พูนสุขทั้งชีวิตและมิติการเงินในทุก ๆ วันครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิตตะ เวลธ์ บลจ.