เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO ชูศักยภาพไทย พร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน
Politics นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO ชูศักยภาพไทย พร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน
เตรียมรับมือปีหน้าผลไม้แพง
สามัญสำนึก เตรียมรับมือปีหน้าผลไม้แพง
เพิ่มโทษ Robotaxi ไร้คนขับ ขวางทางรถฉุกเฉิน
Automotive เพิ่มโทษ Robotaxi ไร้คนขับ ขวางทางรถฉุกเฉิน
โฆษณาดิจิทัลเปลี่ยนทิศ แค่ซื้อสื่อยังไม่พอ
Business โฆษณาดิจิทัลเปลี่ยนทิศ แค่ซื้อสื่อยังไม่พอ
พยากรณ์อากาศ (8 ต.ค.) ‘ภาคใต้’ ฝน 60-70% ‘ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก กทม.’ ฝน 20-30%’
Economic พยากรณ์อากาศ (8 ต.ค.) ‘ภาคใต้’ ฝน 60-70% ‘ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก กทม.’ ฝน 20-30%’
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ต.ค.) ปรับลง 2.74% อยู่ที่ 83,185 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ต.ค.) ปรับลง 2.74% อยู่ที่ 83,185 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Politics ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
รร.นานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดอย่างเป็นทางการ เฟสแรกรับเด็ก 2-11 ปี
การศึกษา รร.นานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดอย่างเป็นทางการ เฟสแรกรับเด็ก 2-11 ปี
กทม. เร่งสะสาง ‘ขยะน้ำท่วม’ ลาดพร้าว 101 เบรกทิ้งชั่วคราววัดบึงทองหลาง ย้ายไปจุดรับขยะใหม่
News กทม. เร่งสะสาง ‘ขยะน้ำท่วม’ ลาดพร้าว 101 เบรกทิ้งชั่วคราววัดบึงทองหลาง ย้ายไปจุดรับขยะใหม่
กทม. เร่งเคลียร์ขยะจากน้ำท่วม“เคหะร่มเกล้า”เปิดทางเข้าออกบ้านเรือน ตั้งจุดทิ้งใกล้ชุมชน
News กทม. เร่งเคลียร์ขยะจากน้ำท่วม“เคหะร่มเกล้า”เปิดทางเข้าออกบ้านเรือน ตั้งจุดทิ้งใกล้ชุมชน
ดูทั้งหมด

ตั้ง ‘ทีมอาเซียน’ รับมือทรัมป์ นาทีทอง 90 วันโหมผลิตส่งออก

12 เม.ย. 2568 | 07:10น.

เอกชนไทยได้ต่อลมหายใจ ทรัมป์ยืดขึ้นภาษี 90 วัน ส.อ.ท.ชี้นาทีทองเร่งเพิ่มกะทำงานโหมผลิตส่งออก รับออร์เดอร์ทะลัก เผยไส้ใน 5 อันดับสินค้าส่งออกที่โดนภาษีหนัก ล้วนเป็นบริษัทต่างชาติ เชื่อมะกันรู้ว่าหยิกเล็บเจ็บเนื้อ ทยอยเปิดช่องเว้นภาษี ดีป้าชี้อุตฯฮาร์ดแวร์รู้ชะตากรรมตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว “พิชัย นริพทะพันธุ์” เป็นตัวแทนถกร่วม รมต.อาเซียน-ติมอร์ฯ หาแผนต่อรองและตั้งทีมพิเศษเกาะติดใกล้ชิด

สถานการณ์สงครามการค้าโลกที่ยังปั่นป่วนไม่หยุด ล่าสุดนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม ที่เดิมมีผลวันที่ 9 เมษายน 2568 ออกไปอีก 90 วัน แต่คงเก็บอัตราฐาน 10%กับทุกประเทศ ขณะเดียวกัน สงครามโฟกัสไปที่มหาอำนาจสหรัฐกับจีนแทน โดยสหรัฐประกาศขึ้นภาษีจีนชาติเดียวเป็น 125% ทำให้กระทรวงการคลังจีนตอบโต้กลับ โดยแจ้งขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐทุกชนิดเพิ่มเป็น 84% เช่นกัน

โหมผลิต 90 วันนาทีทอง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเลื่อนเก็บภาษีไทยอีก 90 วัน ทำให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตและเพิ่มกะทำงาน เพื่อเร่งการผลิต ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจึงใช้จังหวะนี้ ต้องเร่งปรับเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงที่ยังพอมีเวลา และผู้ส่งออกก็ต้องเร่งส่งออกให้ทันเวลาที่กำหนดคือ 90 วัน

การเลื่อนเก็บภาษีของสหรัฐนับว่าเป็นผลบวกต่อภาคการผลิต แต่หลังจากที่ครบ 90 วันหลังจากนี้ต้องจับตามองและต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งหามาตรการรับมือในระยะยาว เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิตของไทย และไทยจะยังคงเป็นกลางไม่เลือกข้าง เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศคือคู่ค้าสำคัญ

DEPA ชี้มะกันโยนหินถามทาง

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เปิดเผยว่า จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์เริ่มกังวลตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 หลังรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐ ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งส่งผลลบต่อความเชื่อมั่น อยู่ที่ 48.8 (ต่ำกว่า 50 ถือว่าไม่มีความเชื่อมั่น)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในเดือนมกราคม 2568 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มเป็น 50.1 แต่จนถึงตอนนี้เราต้องตั้งคำถามใหม่ เพราะการประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ 2.0 เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลต่อกลุ่มผู้ประกอบการฮาร์ดแวร์แน่นอน

โดยกลุ่มประชากรที่สำรวจ 60 ราย คิดเป็น 30% ของผู้ประกอบการร้านฮาร์ดแวร์ เฉพาะบริษัทฮาร์ดแวร์สำคัญที่ผลิตฮาร์ดดิสก์ส่งออกกว่าแสนล้านบาท เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาที่ได้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ

ดังนั้น เรื่องผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจากมาตรการภาษีทรัมป์ ต้องมองใหม่ ต้องมาดูว่าจริง ๆ แล้วมาตรการภาษีเหล่านี้เป็นการโยนหินถามทางที่มีเจตนาซ่อนอยู่ ว่าใครจะเลือกข้างใคร ใครเสียผลประโยชน์บ้าง เพื่อให้เราไม่หลงทางในการเจรจา

กังวลย้ายฐานผลิตครั้งใหญ่

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวว่า แนวทางการปรับตัวรับมือ ไทยต้องหาตลาดส่งออกใหม่ ขณะเดียวกัน เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้าในครั้งนี้จะมีผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ไทยมีคู่แข่งที่สำคัญคือเวียดนาม ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการเป็นฐานผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์ ไบโอเทค และสินค้าจำพวกอาหารแปรรูป

ดังนั้นไทยจะต้องวางบทบาทในการเป็นฐานผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นสวรรค์ให้กับนักลงทุน ที่ไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เป็นการอำนวยความสะดวกต่าง ๆเพื่อสนับสนุนการย้ายฐานผลิตมาไทย

นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มช่องทางดิจิทัล สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กให้เข้าสู่ตลาดส่งออกได้โดยตรง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยมีอยู่แล้ว เช่น PromtPay PromtBiz หรือ PromtTrade

ถก รมต.พาณิชย์อาเซียน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ร่วมประชุมผ่านระบบทางไกลกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และติมอร์-เลสเต เพื่อหารือแนวทางเชิงยุทธศาสตร์รับมือกับนโยบายใหม่ของสหรัฐ อาเซียนมีมติจะออกถ้อยแถลงร่วมเพื่อแสดงจุดยืน ในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน” กับสหรัฐ

พร้อมเสนอการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ ลดความขัดแย้งทางการค้า และหาทางออกที่สมดุลร่วมกัน ภายใต้กรอบ ASEAN-US Strategic Trade and Investment Partnership (STIP) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยอาเซียนจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในสาขาศักยภาพสูงกับสหรัฐ

เช่น ดิจิทัล AI อาหาร พลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมขั้นสูง รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ สุขภาพ โลจิสติกส์ รวมถึงเกษตรกรรม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ภูมิภาค และย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคี โดยอาเซียนจะไม่ตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐ

ร่วมตั้งคณะทำงานเกาะติด

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติตั้งคณะทำงานพิเศษ “ASEAN Geoeconomics Task Force” ทำหน้าที่ติดตาม ประเมิน และเสนอแนะนโยบายในการรับมือและใช้ประโยชน์จากทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทั้งระดับรัฐและเอกชน

นายพิชัยกล่าวว่า ตนได้ติดต่อกับนายจามิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ซึ่ง USTR ได้ตอบรับที่จะหารือกับไทยแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างนัดหมายวันประชุม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ตนเป็นผู้เจรจาหลักกับ USTR สหรัฐ

5 สินค้าส่งออกล้วนต่างชาติ

นายวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าข้อมูลปี 2567 สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กลุ่มเครื่องโทรศัพท์รวมถึงสมาร์ทโฟน และเครื่องโทรศัพท์อื่น ๆ มีมูลค่าส่งออก 6,846.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 6,093.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ยางรถยนต์ 3,513 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ 2,472.5 ล้านเหรียญสหรัฐ 5.หม้อแปลงไฟฟ้า 2,088.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากตรวจสอบบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ในแต่ละกลุ่มแล้ว พบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น กลุ่มผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์รายใหญ่ที่สุดในไทย คือบริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด กลุ่มสินค้าอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนที่เป็นผู้ส่งออกบริษัทไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 1%

เอสเอ็มอีไทยกระทบไปด้วย

นายวิบูลย์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐจะไม่ใช่บริษัทคนไทย แต่ถึงกระนั้น บริษัทคนไทยก็ยังคงได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน เพราะส่วนใหญ่บริษัทคนไทยจะเป็นผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ทำธุรกิจป้อนชิ้นส่วน หรือเป็นซัพพลายเชนให้กับบริษัทรายใหญ่เหล่านี้ทั้งสิ้น

“เป้าหมายของทรัมป์ต้องการกีดกันจีน ไม่ต้องการให้จีนย้ายฐานการผลิต และใช้ประเทศอื่นเป็นฐานแล้วมาสวมสิทธิเพื่อการส่งออก ทรัมป์ใจร้อนเรื่องขึ้นภาษีตัวสินค้าที่เกินดุลก่อน แต่สุดท้ายก็รู้ว่าสินค้าหลักที่ขึ้นภาษีนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีสัญชาติอเมริกาด้วย ล่าสุดทรัมป์จึงยกเว้นเก็บภาษีกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อว่าในอนาคตจะทยอยยกเว้นกลุ่มสินค้าประเภทอื่นตามมาด้วย”

จี้แก้ปัญหาต่างชาติลงทุนไทย

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า การลงทุนในไทยจะแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.การลงทุนแบบสวมสิทธิหรือนอมินี รูปแบบนี้นักลงทุนมักใช้ผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยนำเข้าสินค้าเข้ามา อาจแค่ประกอบในไทย ตีตรา Made in Thailand เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ ซึ่งไทยไม่ได้ประโยชน์ใดเลย

2.ลงทุนแบบถูกกฎหมายแต่ไม่เหมาะสม ซึ่งรูปแบบนี้มีนักลงทุนค่อนข้างได้สิทธิประโยชน์มากจากมาตรการรัฐ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยยังไม่เข้มแข็ง ไม่เก่ง ไม่ชำนาญ แต่แท้จริงแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้ไทยจะได้เพียงตัวเลข แต่จะไม่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้

ใช้ Local Content เกิน 50%

สิ่งที่ควรทำเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และสกัดการเข้ามาสวมสิทธินั้น ภาครัฐควรต้องปรับเงื่อนไขการลงทุนครั้งใหญ่ เพิ่มเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบในประเทศ เงื่อนไขการใช้ Local Content กับทุกอุตสาหกรรมต้องเกิน 50% และต้องใช้จุดแข็งของประเทศที่มี จะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมใด โฟกัสเป็นเป้าหมายให้ชัดเจน ด้วยการเพิ่มมูลค่า เพิ่ม Value Chain ให้ยาว

ขณะเดียวกัน ต้องใช้ประโยชน์จาก MIT Made in Thailand (MIT) การรับรองสินค้าจาก ส.อ.ท. เพื่อสำแดงให้ชัดว่านี่คือผู้ผลิตจากบริษัทคนไทย ถูกผลิตในประเทศไทย ใช้วัตถุดิบในประเทศ จะเป็นตัวการันตีเพื่อไม่ให้คู่ค้ามองว่าไทยถูกทุนเทาครอบครอง หรือเป็นการสวมสิทธิเพื่อใช้ไทยเป็นฐานและทางผ่านเท่านั้น อย่างนักลงทุนที่ผลิตยางคอมพาวนด์ เขาเอามาเติมสารประกอบนิดหน่อยก็ได้บีโอไอแล้ว แบบนี้คือมาถูกกฎหมายแต่มันไม่เหมาะสม

พณ.เฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ศุลกากรสหรัฐ ว่าสินค้าที่ส่งออกมีถิ่นกำเนิดไทยจริง กรมกำหนดรายการสินค้าเฝ้าระวังไปสหรัฐจำนวน 49 รายการ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ล้อเหล็กสำหรับรถบรรทุก แผ่นหินเทียม และท่อเหล็ก เป็นต้น โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกจะต้องยื่นขอตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนขอรับหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐจากประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ มีแผนจะเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังฯ โดยติดตามข้อมูลสถิติทางการค้าสำหรับรายการสินค้าอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงในการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยจากมาตรการ AD และมาตรการ 301 อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ดำเนินการติดตามรายการสินค้าจากมาตรการ 232 เพิ่มเติมด้วย เช่น สินค้าเหล็ก/อะลูมิเนียม และรถยนต์/ชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงที่อาจมีสินค้าดังกล่าวมาแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ ส่งออก อาเซียน