เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดใจ ‘พญามังกรสวนสยาม’ ซมพิษท่วมหนัก-แบ่งมรดกทายาท
Business เปิดใจ ‘พญามังกรสวนสยาม’ ซมพิษท่วมหนัก-แบ่งมรดกทายาท
เปิดโผ 17 หุ้นกองหน้า รับไทยเจ้าภาพ IMF-World Bank ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก
Finance เปิดโผ 17 หุ้นกองหน้า รับไทยเจ้าภาพ IMF-World Bank ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก
ก.ล.ต.ไฟเขียวตั้ง Crypto ETF ในไทย เริ่ม 16 ต.ค.นี้ ลงทุน Bitcoin-Ethereum ห้ามใช้มาร์จิ้น
Finance ก.ล.ต.ไฟเขียวตั้ง Crypto ETF ในไทย เริ่ม 16 ต.ค.นี้ ลงทุน Bitcoin-Ethereum ห้ามใช้มาร์จิ้น
SET เปิดลบ 0.94 จุด น้ำมันแพง-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดัน ชู 3 กลุ่มหุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance SET เปิดลบ 0.94 จุด น้ำมันแพง-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดัน ชู 3 กลุ่มหุ้นแกร่งสวนตลาด
ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
กทพ.ปรับลดวงเงินการเติมเงิน Easy Pass ขั้นต่ำเริ่มต้น 100 บาท ผ่าน App EXAT Portal ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
Economic กทพ.ปรับลดวงเงินการเติมเงิน Easy Pass ขั้นต่ำเริ่มต้น 100 บาท ผ่าน App EXAT Portal ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
คว้าโอกาสประชุมการเงินโลก
World คว้าโอกาสประชุมการเงินโลก
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
FETCO ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ SET ต่างชาติแค่ขายทำกำไร-ดัชนีเชื่อมั่นยัง ‘ร้อนแรงมาก’
Finance FETCO ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ SET ต่างชาติแค่ขายทำกำไร-ดัชนีเชื่อมั่นยัง ‘ร้อนแรงมาก’
ประกันผ่อนปรนชำระเบี้ย ระดมมาตรการช่วยลูกค้าน้ำท่วม
Finance ประกันผ่อนปรนชำระเบี้ย ระดมมาตรการช่วยลูกค้าน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

ไทยไม่หวั่นสงครามการค้า กกร.ลุ้นยอดส่งออกทะลุ 8%

25 มิ.ย. 2561 | 09:00น.

พาณิชย์-หอการค้า เปิดผลวิเคราะห์สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยันไม่สะเทือนไทย ดันตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้น ด้านเอกชนเห็นสัญญาณจีนย้ายฐานลงทุนมาไทยดัน EEC เกิด ลูกค้ากลุ่มใหม่โยกมาซื้อสินค้าไทยแทน กกร.จ่อปรับเป้าส่งออกโตทะลุ 8% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เตือนอย่าประมาทเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนถล่มไทย ส่วนรถยนต์ได้รับผลกระทบทางอ้อม ขายชิ้นส่วนให้จีนลดลง

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐและจีนออกมาตรการทางการค้าตอบโต้กัน โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศขึ้นภาษีสินค้าเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมจากจีน ตามมาตรา 301 เพื่อตอบโต้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากับสินค้านำเข้าจากจีน 818 รายการ (รอบที่ 1) คิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ 33,794.29 ล้านเหรียญ จากมูลค่าการค้ารวมของสองประเทศ 526,188.55 ล้านเหรียญ

เบื้องต้นสินค้าที่ USTR ประกาศมีทั้งหมด 9 กลุ่ม (2 พิกัด)ได้แก่ กลุ่มเคมีภัณฑ์อนินทรีย์, สารประกอบอินทรีย์, กลุ่มยาง/ของที่ทำด้วยยาง, กลุ่มเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์/บอยเลอร์/เครื่องจักรเครื่องใช้กล, กลุ่มเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า/เครื่องบันทึก-ถอดเสียง/ภาพทางโทรทัศน์, กลุ่มหัวรถจักรของรถไฟหรือรถราง, กลุ่มยานยนต์, กลุ่มอากาศยาน/ยานอวกาศ, กลุ่มเรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ และกลุ่มอุปกรณ์ถ่ายรูป/ถ่ายภาพยนตร์/ทัศนศาสตร์/การแพทย์/การตรวจสอบ/วัดความเที่ยง

ขณะที่ฝ่ายจีนก็มีมาตรการตอบโต้สหรัฐ ด้วยการปรับขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐ (รอบที่ 1) รวม 545 รายการ ครอบคลุม 27 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มเมล็ดพืชและผลไม้ที่มีน้ำมัน, กลุ่มยานบก, กลุ่มธัญพืช, กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม, กลุ่มของปรุงแต่งที่ทำจากพืชผัก/ผลไม้, กลุ่มฝ้าย, กลุ่มดีบุก/สินค้าจากดีบุก, กลุ่มยางและของที่ทำด้วยยาง, กลุ่มยาสูบ, กลุ่มกากและเศษที่เหลือจากอุตสาหกรรม, กลุ่มไข่มุก, กลุ่มเครื่องดื่ม/สุราและน้ำส้มสายชู, กลุ่มวัสดุถักสานจากพืช, กลุ่มของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์, กลุ่มโลหะสามัญชนิดอื่น, กลุ่มของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ด, กลุ่มแก้วและเครื่องแก้ว

“เบื้องต้น สนค.ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากกลุ่มสินค้าที่สหรัฐตอบโต้จีนพบว่า มีผลกระทบเชิงบวก (positive) กับประเทศไทย 1,109.6 ล้านเหรียญ และมี

ผลกระทบเชิงลบ (negative) ต่อไทยมูลค่า 420.6 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อหักลบกันแล้ว การตอบโต้ของสหรัฐต่อจีนจะมีผลกระทบเชิงบวกกับไทยกว่า 688.96 ล้านเหรียญ และเร็ว ๆ นี้จะเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และตัวแทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หารือสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐ-จีน และเตรียมหาตลาดใหม่เพื่อรองรับสินค้าที่อาจจะกระทบต่อไป” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

ให้ระวังมาตรา 232

ทั้งนี้ มาตรการทางการค้าที่สหรัฐประกาศใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้า (รวมทั้งประเทศไทย) ที่ผ่านมาจะใช้ 3 มาตราจาก กม.การค้าสหรัฐ ได้แก่ มาตรา 201 มาตรา 301 และมาตรา 232 โดยมาตรการที่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรงก็คือ มาตรา 232 ที่สหรัฐประกาศจะปรับขึ้นภาษีสินค้าเหล็ก-อะลูมิเนียม ซึ่งขณะนี้ผู้ส่งออกไทยร่วมกับผู้นำเข้าอยู่ระหว่างขอให้หน่วยงานสหรัฐพิจารณา “ยกเว้น” การบังคับใช้มาตรการให้กับประเทศไทย เพราะส่งออกปริมาณ

ไม่มาก ส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบไม่ได้ส่งออกโดยตรง แต่เป็นซัพพลายเชนด้านการผลิตรถยนต์ เช่น ยางรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปมากที่สุด ชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งอยู่ระหว่างที่สหรัฐพิจารณาในการออกมาตรการเข้ามาดูแล

“มาตรการตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐประกาศออกมามีผลต่อการค้าโลกชะลอตัว ส่วนกับไทยเป็นเพียงผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากไทยเป็นซัพพลายเชนในการส่งออกสินค้าให้กับจีน และอาจจะมีมาตรา 201 ที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าเครื่องซักผ้า แผงโซลาร์เซลล์ เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ ที่จะกระทบต่อการส่งออกบ้าง เนื่องจากภาษีสูงขึ้น แต่ยังนำเข้าได้ปกติ เรามองว่าสหรัฐไม่มีมาตรการที่จะพุ่งเป้าหมายมายังประเทศไทยโดยตรง โดยในช่วง 5 เดือนแรก การส่งออกสินค้าไทยโดยรวมขยายตัว 11.4% จึงยังมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่วางไว้ 8%

ซึ่งหลังจากทราบยอดส่งออกครึ่งปีแรก ก็อาจจะมีการพิจารณาปรับเป้าหมายการส่งออกต่อไป” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

2 ด้านผลสงครามการค้า

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกมองว่า ผลจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนจะส่งผลดีต่อการส่งออกไทย 0.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญ เนื่องจากสหรัฐอาจหันมานำเข้าสินค้าไทย เพื่อทดแทนสินค้าที่เคยนำเข้าจากจีนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทศรีไทยฯเองก็เริ่มเห็นสัญญาณว่า มีลูกค้าใหม่ที่เปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น ในกลุ่มสินค้าที่เคยนำเข้าจากจีน เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ไทยมีการส่งไปสหรัฐ สัดส่วนมากกว่า 48% ของมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐ

ผลดีอีกด้านหนึ่งก็คือในระยะต่อไป นักลงทุนจีนอาจจะย้ายฐานการลงทุนเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ยอดการลงทุนตรง (FDI) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษ (EEC) จะทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศและผลดีต่ออัตราแลกเปลี่ยน “ตอนนี้จะเห็นได้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเริ่มอ่อนค่าส่งผลต่อการส่งออก จึงประเมินว่าจะยังคงไม่มีการปรับประมาณการส่งออกที่วางไว้ 9% ส่วนผลกระทบเชิงลบที่ไทยต้องเตรียมพร้อมก็คือ สงครามการค้าจะทำให้การค้าโลกโดยรวมชะลอตัวลง จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าการค้าโลกจะขยายตัว 4.4% จากปี 2560 ที่การค้าโลกขยายตัว 4.7% ก็จะขยายตัวเพียง 4.0% เท่านั้น และอาจจะต่อเนื่องในระหว่างปี 2561-2562” นายสนั่นกล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า ในกรณีเลวร้ายหากทั้ง 2 ฝ่ายทำสงครามการค้าถล่มกันอย่างเต็มที่ (basecase) ตัวเลข GDP ปี 2561 จะหดตัว 0.2% และส่งผลกระทบต่อการส่งออก 0.4% หรือตัวเลขส่งออกรวมเหลือ 8.6% โดยสินค้าที่จะกระทบ ได้แก่ 1) สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่ส่งมอบวัตถุดิบให้กับจีน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2) สินค้าสำเร็จรูปจากจีนที่เคยส่งออกไปสหรัฐได้ก็อาจจะส่งกลับมาที่ประเทศไทย เช่น เครื่องจักรกล, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์, เสื้อผ้า, รองเท้า, สินค้าเกษตร, ผลไม้ หรือสินค้าที่สหรัฐผลิต เช่น กลุ่มไอที และมีความเป็นไปได้ว่า สินค้าจากจีนจะกระจายออกไปยังตลาดอื่น ซึ่งเป็นคู่ค้าของไทย เช่น ญี่ปุ่น-อินเดีย และจะทำให้การแข่งขันในตลาดนั้นสูงขึ้น

แม้ว่าตัวเลขการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ “จะไม่มากนักเมื่อเทียบกับการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน” แต่ไทยยังต้องระวังการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐ เนื่องจากไทยติด 1 ใน 16 ประเทศที่ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้า โดยในปีที่ผ่านมา การค้าไทย-สหรัฐอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญ ไทยส่งออก 8.9 แสนล้านเหรียญ และนำเข้า 5.08 แสนล้านเหรียญ มีผลทำให้สหรัฐขาดดุลไทย 3.9 แสนล้านเหรียญ

เตรียมปรับเป้าส่งออก

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จะทำให้เกิดโอกาสการส่งออกให้กับผู้ส่งออกไทยในบางกลุ่ม ซึ่งสหรัฐหรือจีนอาจจะหันมานำเข้าสินค้าจากประเทศไทยแทน ประกอบกับภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่มีทิศทางอ่อนค่าลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลดีต่อภาพรวมการส่งออกของไทย และมีความเป็นไปได้ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งต่อไปจะพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปี 2561 ที่วางไว้จากเดิม 8%

นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยมีการส่งออกชิ้นส่วนให้กับจีนในการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ “ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบ แต่ยังประเมินตัวเลขไม่ได้ว่ามากน้อยเพียงใด” แต่เชื่อว่าผู้ผลิตจีนอาจจะต้องปรับตัว มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของไทยที่กำลังส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องระวัง “สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสำเร็จรูป” จากจีน อาจจะทะลักเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ ไม่ได้มาตรฐาน

ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รักษาการรองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กลุ่มยานยนต์ยังคงยืนเป้าหมายการส่งออกยานยนต์ในปีนี้ไว้ที่ 1 ล้านคัน ซึ่งปรับลดลงจากปีก่อนที่ส่งออก 1.139 ล้านคัน หลังจากที่ได้ประเมินผลกระทบทั้งส่วนของสงครามการค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว “สงครามการค้าสหรัฐ-จีนจะกระทบกลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบทางอ้อม กล่าวคือเมื่อจีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐลดลง ก็จะลดการนำเข้าสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบที่เคยนำเข้าจากทุกประเทศรวมถึงไทยด้วย และอีกด้านจะทำให้กำลังซื้อของประเทศที่เป็นฐานการผลิตของจีนลดลงด้วย ซึ่งก็จะกระทบต่อการส่งออกของไทย แต่ด้านบวกในบางสินค้าสหรัฐจะหันมานำเข้าจากไทยมากขึ้น เช่น กลุ่มล้อยาง ก็อาจจะได้รับผลดีทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น” นายสุรพงษ์กล่าว (หน้า 1, 4, 9)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกร. สงครามการค้า ส่งออก