Skip to content

ทีดีอาร์ไอเห็นด้วยลดค่าไฟงวด พ.ค. แนะ ClawBack ช่วยกลุ่มเปราะบาง

08 พ.ค. 2568 | 06:59น.
ทีดีอาร์ไอเห็นด้วยลดค่าไฟงวด พ.ค. แนะ ClawBack ช่วยกลุ่มเปราะบาง

TDRI เห็นด้วยค่าไฟต้องลด แนะใช้ Claw Back ช่วยกลุ่มเปราะบาง ชี้ควรเก็บกระสุนนี้ไว้ใช้ในยามวิกฤต เร่งรัฐแก้ปัญหาโครงสร้างค่าไฟระยะยาว แนะต้องปรับโครงสร้างต้นทุนค่าไฟที่แท้จริง แก้สัญญา Adder-FiT

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในการประชุมครั้งที่ 16/2568 (ครั้งที่ 958) วันที่ 30 เมษายน 2568 ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประจำเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดค่าเป้าหมายของค่าไฟฟ้าไว้ให้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย และมีมติให้ปรับค่า Ft จากเดิม 36.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 19.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 4.15 บาทต่อหน่วย เป็น 3.98 บาทต่อหน่วย หรือลดลงประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย โดยใช้แนวทางที่จะนำเงินที่ได้จากการเรียกคืนประโยชน์ส่วนเกินจากการไฟฟ้า (Claw Back) จำนวนประมาณ 12,200 ล้านบาท มาลดค่าไฟ อย่างไรก็ตาม ในการชำระหนี้ กฟผ.นั้น ยังสามารถชำระอัตราเดิมที่ 20.33 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 14,590 ล้านบาท จากปัจจุบันหนี้ กฟผ.อยู่ที่ 71,000 ล้านบาท

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า Claw Back เป็นเงินที่ กกพ. เรียกคืนมาจาก 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในส่วนที่ไม่ได้ใช้ลงทุนตามแผนที่เสนอให้ กกพ.พิจารณา โดย Claw Back จะแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ 1) กลุ่มที่ของบฯไปแล้วและใช้น้อยกว่าที่ขอไว้ 2) กลุ่มที่ของบฯไปแล้วและถูกยกเลิกโครงการ 3) ของบฯไปแล้วเกิดเหตุให้โครงการล่าช้า ตามหลักการ กกพ.จะมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณเป็นประจำและดำเนินการเรียกเก็บกลับคืนมา เรียกได้ว่า Claw Back เป็น “กระสุน” ที่เก็บไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“สมมุติการไฟฟ้าตั้งงบฯโครงการไว้ 1 ล้านบาท แต่ใช้จริง ๆ แค่ 8 แสนบาท ทำให้มีงบฯเหลือ 2 แสนบาท กกพ.จะเข้าไปตรวจสอบและเรียกกลับคืน”

ในแง่ของนักวิชาการแน่นอนว่าเห็นด้วยให้ปรับโครงสร้างราคาต้นทุนไฟฟ้าที่แท้จริง แต่การใช้ Claw Back เป็นมาตรการระยะสั้นปรับลดค่าไฟไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วยตามมติ ครม. ภายในเดือนพฤษภาคม จึงทำให้ลดลงมาเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก มีแค่ 2 มาตรการที่จะทำได้คือ ยืดหนี้ของ กฟผ. หรือใช้ Claw Back มาช่วย จริง ๆ คิดว่า กกพ.จะใช้มาตรการยืดหนี้ กฟผ.มาช่วยลดค่าไฟ คาดไม่ถึงว่าจะนำ Claw Back มาใช้ เนื่องจากการนำเงิน Claw Back มาใช้นั้นน่าจะเหมาะกับในช่วงที่ประเทศเกิดเหตุวิกฤตต่าง ๆ เช่น ช่วงที่เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ราคาก๊าซ LNG พุ่งสูง เพราะถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางด้านเชื้อเพลิง และวิกฤตต่าง ๆ ที่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ที่ผ่านมา กกพ.เคยนำเงิน Claw Back มาใช้เมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเคยนำมาใช้ถึง 20,000 ล้านบาท

“เซอร์ไพรส์เหมือนกันที่ กกพ. เอา Claw Back มาใช้ เพราะคงจะมีการคุยกับ กฟผ.แล้วว่ายืดหนี้ต่อไปไม่ไหว รัฐก็กำหนดไทม์ไลน์ภายในเดือน พ.ค. จะต้องต่ำกว่า 4 บาท เลยมีกระสุนไม่กี่เม็ดที่จะนำมาใช้”

“การนำ Claw Back มาใช้ในวันนี้ถือว่าวิกฤตหรือไม่ ค่อนข้างก้ำกึ่ง ไม่เหมือนตอนโควิดที่เห็นได้ชัดว่าหลายครัวเรือนต้องปิดกิจการ ดำเนินธุรกิจไม่ได้ และต้องการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐในการลดภาระค่าครองชีพ แต่สถานการณ์ ณ วันนี้ อาจจะไม่ถึงขั้นวิกฤตที่เห็นได้ชัดเจน อาจเรียกว่าเศรษฐกิจค่อนข้างแย่และมีความเสี่ยง ดังนั้นการนำเงิน Claw Back มาใช้ก็ไม่ไช่ไม่เหมาะสมทีเดียว แต่ควรนำมาช่วยกลุ่มที่มีความจำเป็นหรือกลุ่มครัวเรือนที่มีความเปราะบางก่อน ซึ่งหากนำมาใช้แบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มอาจจะไม่ต้องใช้เงินถึง 12,200 ล้านบาท และอาจจะช่วยลดค่าไฟกลุ่มเจาะจงนี้ได้มากกว่า 3.98 บาทต่อหน่วยด้วย และคงราคากลุ่มทั่วไปไว้ รอมาตรการจากทางรัฐบาลอีก 45 วันที่น่าจะเห็นหลักการการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟ” ดร.อารีพรกล่าว

สืบเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 5-วันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2568 ปีที่ 47 ฉบับที่ 5772 (4972) โดยได้นำเสนอรายงานข่าวหัวข้อเรื่อง “TDRI คาดไม่ถึง กกพ.ลดค่าไฟ ชี้เงิน Claw Back เหมาะช่วยกลุ่มเปราะบาง” ซึ่งทางหนังสือพิมพ์มีการพาดหัวข่าวที่บิดเบือนข้อมูลบางประการ ส่งผลให้มีการสื่อสารออกไปไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ClawBack ทีดีอาร์ไอ ลดค่าไฟฟ้า