Skip to content

เปิดโครงสร้าง ‘ราคาน้ำมัน’ 1 ลิตร คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

08 พ.ค. 2568 | 10:54น.
เปิดโครงสร้าง ‘ราคาน้ำมัน’ 1 ลิตร คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

หลังจากเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมามีการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล รวมถึงมีการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตโดยมีเป้าหมายไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับขึ้นนั้น 

น้ำมัน” ถือเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่รัฐบาลจะต้องดูแลเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมาวิธีการลดค่าน้ำมันส่วนใหญ่ จึงมาจากการปรับ ‘โครงสร้างราคา’ ทั้งปรับกฎ วิธีอ้างอิงราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นจากการอ้างอิงตามกลไกตลาดเป็นการกำหนดราคาเองตามต้นทุนจริง ลดภาษีซ้ำซ้อนต่างๆ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ SPR  ‘ประชาชาติธุรกิจ‘ ชวนผ่าโครงสร้างราคาน้ำมัน แท้จริงแล้วใน 1 ลิตร คนไทยจ่ายอะไรไปบ้าง

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยให้ข้อมูลกับ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ว่า ปัจจุบันไทยอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยให้เหตุผลว่าสิงคโปร์มีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน ประกอบกับสิงคโปร์มีโรงกลั่นน้ำมันจำนวนมาก แต่ใช้ในประเทศน้อย จึงทำให้มีการส่งออกน้ำมันเป็นอันดับต้น ๆ ทำให้ตลาดที่สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง และราคาเป็นไปตามกลไกตลาด จึงทำให้ประเทศแถบภูมิภาคเอเชียอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก

ในขณะที่ไทยไม่มีความจำเป็นจะต้องอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ที่มีการบันทึกค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัยการเดินทางและค่าปรับคุณภาพน้ำมัน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจาก “โรงกลั่นไทยสามารถกลั่นน้ำมันได้เองเกือบ 100%” ดังนั้น หากรัฐบาลเข้ามากำหนดระบบราคาต้นทุนของโรงกลั่นในประเทศไทยอย่างเหมาะสม คำนึงถึงต้นทุนการกลั่นของแต่ละโรงกลั่น จะส่งผลดีกว่าการอิงราคาสิงคโปร์ และจะตัดส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นลงได้ราว 1-2 บาทต่อลิตร

รวมภาษีซ้ำซ้อน

หากพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมัน จะพบว่าต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นประมาณ 20 บาท ประชาชนต้องจ่ายประมาณ 30 กว่าบาท ถูกคิดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนรวมอยู่ด้วย ได้แก่

  • ภาษีสรรพสามิต ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมัน เช่น น้ำมันเบนซินมีอัตราภาษีประมาณ 5.85 บาทต่อลิตร (iTAX)
  • ภาษีเทศบาล: จัดเก็บในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตเพื่อใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น หากภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5.85 บาทต่อลิตร ภาษีเทศบาลจะอยู่ที่ประมาณ 0.585 บาทต่อลิตร
  • และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): จัดเก็บในอัตรา 7% จากราคาขายส่งและค่าการตลาดของน้ำมัน(iTAX)

ดังนั้นภาครัฐควรเร่งปรับโครงสร้างราคาที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนก็จะช่วยลดไปได้ 3-4 บาท

สาเหตุหลักน้ำมันขึ้น-ลง

ด้าน นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นลงราคาน้ำมัน ประกอบด้วย 1) ราคาน้ำมันในตลาดโลก หากมีการปรับสูงขึ้นอีก เราก็ต้องมาดูปัจจัยที่ 2 ) คือสภาพคล่องของกองทุนนั้นว่าจะสามารถรับได้หรือไม่ เช่น สงครามที่เกิดขึ้นมีความยืดเยื้อหรือไม่ ราคาจะผันผวนหรือไม่ แล้วก็มาดูเงินของเราเพียงพอต่อการใช้จ่าย เพียงพอต่อการตรึงราคาหรือไม่ หากไม่ไหวเราก็ต้องปรับขึ้น ขณะเดียวกันหากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง เราก็สามารถลดลงได้ เพราะเงินเรามีมากขึ้น

ลดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยมีเป้าหมายไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับขึ้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และปัจจัยทุกด้านแล้วประเมินได้ว่า กองทุนน้ำมันฯ สามารถปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

ซึ่ง กบน.ได้พิจารณาเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 การปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่ากับอัตราภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรี และส่วนที่ 2 การพิจารณาค่าการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ลดลงประมาณวันละ 49.57 ล้านบาทต่อวัน จากประมาณวันละ 393.97 ล้านบาทต่อวัน เป็นประมาณวันละ 344.40 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ติดลบอยู่ที่ 47,779 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบอยู่ที่ 2,540 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 45,239 ล้านบาท

ขึ้นภาษีสรรพาสามิต

ขณะเดียวกันกรมสรรพาสามิตได้มีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยสำหรับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต และภาษีส่วนท้องถิ่น ของน้ำมันประเภทต่างๆที่มีการปรับเปลี่ยนมีรายละเอียดดังนี้

  • น้ำมันเบนซิน 95 จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 6.50 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 7.50 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาท
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.85 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.75 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.20 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.00 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 0.975 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 1.125 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซล จากเดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 5.99 บาทต่อลิตร อัตราใหม่ 6.92 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาทต่อลิตร