Skip to content

โรม แฉ มีตำรวจวิ่งเต้นช่วยเหลือ สว.ทรงเอ โยงอดีตผู้บัญชาการทหารบก

20 พ.ค. 2568 | 17:44น.
โรม แฉ มีตำรวจวิ่งเต้นช่วยเหลือ สว.ทรงเอ โยงอดีตผู้บัญชาการทหารบก

โรมแฉมีขบวนการวิ่งเต้นภายในตำรวจเพื่อช่วยเหลือ สว.ทรงเอ และเครือข่าย โยงอดีตผู้บัญชาการทหารบก

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า (ยาวหน่อย แต่ผมอยากให้อ่านให้จบ เพราะมันคือมุมมืดที่ทุเรศอย่างที่สุดที่เกิดขึ้นในองค์กรตำรวจไทยที่ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบ) จากกรณีที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) มีมติผู้พิพากษาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงการเพิกถอนหมายจับ สว.ทรงเอออกจากราชการนั้น

ผมได้รับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจเรตำรวจที่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ ว่ามีตำรวจนายใดบ้างเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือ สว.ทรงเอ ให้รอดพ้นจากคดี

ข้อความต่อนี้ไป ผมก็อยากฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี และบิ๊กต่าย ผบ.ตร. องค์กรตำรวจของท่านมันเละเทะอย่างไร

ตามรายงาน 67 หน้าของจเรตำรวจสมัย พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ (อันนี้ต้องชื่นชมว่าได้ทำหน้าที่ในการสร้างความกระจ่างเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา) พบว่ามีตำรวจระดับสูงหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงคดีทุน มินหลัด และ สว.ทรงเอ

อันนี้ปรากฏตามรายงานของจเรนะครับ ในหน้า 2

“… พ.ต.ท. มานะพงษ์ กับพวก…ได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งสิ้น 4 คน… จากนั้นได้โทรศัพท์รายงาน พล.ต.ต.นพศิลป์ ทราบ

ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่กำลังซักถามพูดคุยกับนายทุน มิน หลัด ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.ต.ต.นพศิลป์ และได้รับแจ้งว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ในขณะนั้น กล่าวว่า พ.ต.ท.มานะพงษ์ เข้าใจผิดว่าเครือข่ายของนายทุน มิน หลัด เป็นเครือข่ายยาเสพติดและการฟอกเงิน แต่นายทุน มิน หลัด และพวกทำธุรกิจโดยสุจริต…” => พล.ต.อ.สุวัฒน์รู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ทำคดีเอง ?

“…พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้เรียก พ.ต.ท. มาระพงษ์ ไปพบที่ห้องทำงานพร้อมพยานหลักฐาน เมื่อไปพบ พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้ยืนยันอีกครั้งว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ สั่งการให้ตรวจสอบพยานหลักฐานหนักแน่นหรือไม่…ทราบว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ สั่งการให้ พล.ต.ต.สันติ มาตรวจสอบพยานหลักฐาน เนื่องจากเชื่อว่า เครือข่ายของนายทุน มิน หลัด ไม่ได้กระทำความผิด…”

“พ.ต.ท.มานะพงษ์ ได้รับทราบจาก พ.ต.อ.กฤศณัฏฐ์ ว่านายขอให้หยุดดำเนินคดีกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป…จากสอบถามในภายหลัง นายที่ พ.ต.อ.กฤศณัฏฐ์ กล่าวถึงคือ พล.ต.ต.นพศิลป์”

เอาแค่หน้าที่ 2 ของรายงานของจเรที่สอบในเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่ามีตัวละคร 2 คนหลัก ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นคือ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข และ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง และแปลกมาก ๆ ที่มาทำหน้าที่ช่วยรับประกันแทนผู้ต้องหาและเครือข่ายในเวลานั้น นอกจากนี้ มีการใช้อำนาจในการสั่งการให้ยุติดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป จะมีก็เฉพาะบุคคลตามหมายจับเท่านั้นที่ให้ทำคดีต่อไปได้

นั่นหมายความว่าบุคคลที่ยังไม่ออกหมายจับในเวลานั้นคือ สว.ทรงเอ จะไม่ถูกดำเนินคดีนั่นเอง ตามความหมายของคำสั่งใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกยืนยันผ่านการ โทร.ไปซักถามของ พล.ต.ต.นพศิลป์ ต่อ พ.ต.ท.มานะพงษ์ ในวันที่ 18 กันยายน 2565 เวลากลางคืน ว่าเหตุใดถึงมีการซักถามพาดพิงไปถึงนายอุปกิต “ไหนว่าเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ขยายผลต่อ” => แทรกแซงการทำคดีอย่างชัดเจน ใครได้ประโยชน์ ?

เรื่องนี้ยิ่งพัวพันไปไกล เมื่อพบว่าอาจจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ สว.ทรงเอ ที่ไม่ใช่แค่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพบก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อยู่ในเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานที่นายทุน มิน หลัด ได้เซ็นรับรองเอาไว้

โดยเมื่อ พล.ต.ต.นพศิลป์ทราบเรื่องได้มีการสั่งการให้ พ.ต.ท.มานะพงษ์ดึงเอกสารดังกล่าวออกจากสำนวน แต่ทาง พ.ต.ท.มานะพงษ์ปฏิเสธที่จะทำตาม ทั้งนี้ “พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้ให้ดำเนินการดึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตนเองออก” นอกจากนี้ ในเอกสารรายงานของจเรหน้า 12 ยังระบุว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้กล่าวต่อ พล.ต.ต.นพศิลป์ ว่า “อะไรที่ทำให้พวกเราเดือดร้อนให้เอาออก”

“…พ.ต.ท.มานะพงษ์ได้ทราบจากว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้สั่งการให้ดึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวนประมาณ 10-20 แผ่นออกที่ห้อง ผบช.ปส. โดยภายในห้องมีเพียงแค่ 3 คน ได้แก่ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. พล.ต.ต.นพศิลป์ และว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร…”

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า “…ขณะที่นำตัวผู้ถูกจับทั้งสี่คนไปส่งที่ห้อง ผบช.ปส. ได้พบว่านายอุปกิตและพวกนั่งอยู่ที่ห้องรับรองของ ผบช.ปส. อยู่ก่อนแล้ว…” และอย่างที่เราทุกคนทราบกันว่า ในภายหลังได้มีการขอออกหมายจับนายอุปกิต ซึ่งในตอนแรกศาลออกให้ แต่ในวันเดียวกันห่างกันไม่กี่ชั่วโมงก็ปรากฏว่ามีการถอนหมายจับ โดยผู้พิพากษาที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่อเรื่องนี้คือ นายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอย่างที่เราทราบกันว่าวันนี้ กต.มีมติให้ผู้พิพากษาท่านนี้ออกจากราชการ

โดยรายงานฉบับนี้ของจเรได้สรุปผลการทำรายงานเอาไว้ในหน้า 59 ซึ่งเป็นประเด็นการแทรกแซงการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของอดีตผู้บังคับบัญชาและนายตำรวจระดับสูงของ ตร.

โดยชี้ว่าคณะกรรมการได้ประชุมปรึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบและเป็นธรรมแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ในประเด็นนี้ว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ พล.ต.ต.ธีรเดช พล.ต.อ.สุวัฒน์ พล.ต.ท.สรายุทธ และว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร กระทำผิดวินัย เห็นควรดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ต่อไป

จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่ามีตำรวจอีกหลายคนที่กระทำการผิดวินัย มากไปกว่านั้น ถ้าดำเนินคดีกันอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความผิดทางวินัยเท่านั้น แต่ต้องมีความผิดทางอาญาตามมาด้วย และแน่นอนอายุความในคดีอาญายังมีอยู่..

เรื่องนี้ สำหรับผมแล้วมันสะท้อนถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เกิดขึ้นในองค์กรตำรวจ และองค์กรยุติธรรมอีกหลาย ๆ องค์กร นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงปราบยาเสพติดไม่ได้ เราปราบทุนสีเทาไม่ได้ เพราะวันนี้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองล้วนเป็นคนเทา ๆ แทบทั้งสิ้น ลองคิดดู ในรายงานของจเรชิ้นนี้ระบุถึงขนาดว่า

นับตั้งแต่ พ.ต.ท.มานะพงษ์มาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2561-2565 มีการจับกุมผู้กระทำความผิดยาเสพติดประมาณ 100 คน ยึดยาเสพติดอย่างยาบ้าได้ประมาณ 80 ล้านเม็ด ไอซ์ 4 ตัน ทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องยาเสพติดประมาณ 2,000 ล้านบาท คนที่ทำผลงานได้ขนาดนี้กลับถูกย้าย ถูกแทรกแซงการทำงาน จนตอนนี้เครือข่าย สว.ทรงเอ ไม่ได้มีการขยายผลต่อ ใครคืออดีต ผบ.ทบ. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รับเงินยาเสพติดไปใช้ในรายวันหรือไม่

ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการดำเนินคดี ตำรวจดี ๆ ถูกกลั่นแกล้ง ตำรวจชั่ว ๆ กลับได้ดี เรื่องนี้อาจจะผ่านมาพอสมควรแล้ว แต่เรากลับไม่เห็นความคืบหน้าอะไรของการปัดกวาดองค์กรตำรวจเลย ตำรวจยศสูงตามรายงานของจเรยังคงโบยบินอยู่เหนือการตรวจสอบ

ผมอยากให้ท่านนายกฯ มาจัดการเรื่องนี้ ผมอยากให้บิ๊กต่ายดำเนินการตามกฎหมาย แล้วอย่าอ้างว่าไม่รู้ เพราะรายงานนี้ต้องอยู่ในมือของท่านแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจ รังสิมันต์ โรม ส.ว.