Skip to content

ดัน “มวยไทยราชดำเนิน” เป็น Festival Destination ตั้งเป้า 3 พันล้านวิว

11 ก.ค. 2568 | 16:16น.
ดัน “มวยไทยราชดำเนิน” เป็น Festival Destination ตั้งเป้า 3 พันล้านวิว

จากเวทีมวยที่เคยถูกมองข้าม สู่จุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก “ราชดำเนิน” กำลังปั้นตัวเองเป็นดิสนีย์แลนด์ของมวยไทย ด้วยพลังอินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ และความร่วมมือระดับประเทศ

นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ผู้บริหารเวทีมวยราชดำเนิน ประกาศวิสัยทัศน์ในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ “SPARK Influencer Marketing Playbook : How Influencers Elevate Thai Festivals Worldwide สูตรลับพาเทศกาลไทยไประดับโลกด้วยพลังอินฟลูเอนเซอร์” ว่า ชูมวยไทยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเทศกาลไทยให้กลายเป็น Global Destination ด้วยพลังของคอนเทนต์ อินฟลูเอนเซอร์ และอีโคซิสเต็มที่สร้างได้เองในประเทศ ย้ำเป้าหมายยกระดับเวทีราชดำเนินสู่ “ดิสนีย์แลนด์ของมวยไทย”

“หลังยุคโควิด-19 คนเคยบอกว่ามวยไทยตายแล้ว แต่วันนี้เราไม่เพียงกลับมาได้-เรากลับมาอย่างแข็งแรง และกำลังจะกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทย”

จากเวทีมวยท้องถิ่น สู่เวทีโลก

นอกจากนี้ นายเธียรชัยได้ย้อนความถึงช่วงวิกฤตของวงการมวยไทยในช่วงโควิด ที่เรียกได้ว่าแทบล่มสลาย แต่ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักให้ภาคเอกชนและภาครัฐหันมาจับมือกันอย่างจริงจังในการฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมมวยไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะที่เวทีราชดำเนิน ซึ่งมีการรีแบรนด์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ด้วยแนวคิด Sport+Culture+Entertainment

“แค่ 3 ปี กลุ่มผู้ชมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นเซียนมวยท้องถิ่น กลายเป็นชาวต่างชาติ 80-90% จากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นคือการที่ครอบครัวต่างชาตินำลูกหลานมาดูมวยไทย และกลุ่มเพื่อนที่มาแฮงเอาต์ในบรรยากาศสนามมวยที่กลายเป็นประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม”

Soft Power ต้องมี “สถานที่” และ “คอนเทนต์” ควบคู่กัน

นายเธียรชัยได้ย้ำว่า การสร้าง Soft Power อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์ แต่ต้องมี “เดสติเนชั่น” และ “สปอร์ตโปรแกรม” ที่ต่อยอดกันได้ในระยะยาว ในด้านเดสติเนชั่น ราชดำเนินตั้งเป้าเป็น “ไอเฟลทาวเวอร์ของกรุงเทพฯ” จุดหมายที่ใครมาไทยก็ต้องมาดูมวย ส่วนด้านสปอร์ตโปรแกรม ได้พัฒนา “Rajadamnern World Series” ซึ่งถ่ายทอดไปกว่า 200 ประเทศ และตั้งเป้าสร้างเป็น “NFL หรือ NBA ของมวยไทย” ให้ได้ในอนาคต

“ประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว ทั้งด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลก ถ้าเรามีอีเวนต์หรือเฟสติวัลดี ๆ คนพร้อมบินมาอยู่แล้ว”

อินฟลูเอนเซอร์คือพลังเร่งปฏิกิริยา

ขณะเดียวกัน ราชดำเนินได้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส, แจ็ก หม่า, เจมส์ ฟรังโก้, ยูนิบา มานา และนักกีฬาจากทีมดัง เช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั่วโลกที่เข้ามาชมการแข่งขัน หรือแชร์คอนเทนต์จากเวทีนี้สู่ผู้ติดตามนับล้าน

“ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์จากราชดำเนินมียอดวิวรวมเกือบ 2,000 ล้านวิว และปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 3,000 ล้านวิว”

นายเธียรชัยกล่าวเสริมว่า การเป็นเดสติเนชั่นทำให้มีอีเวนต์มากขึ้น และอีเวนต์มากขึ้นก็ก่อให้เกิดคอนเทนต์มหาศาลที่สร้างแรงดึงดูดใหม่ให้กับไทย

โมเดลใหม่ของวงการมวย : TikTok Idol+แฟนคลับ ม.ปลาย

เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตาคือ การที่ค่ายมวยเริ่มใช้โซเชียลมีเดียเต็มรูปแบบ เช่น “บางแสนคลับ” ที่มีผู้ติดตามใน TikTok หลักล้าน กลุ่มผู้ติดตามส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง ม.ต้น-ม.ปลาย ที่ตามเชียร์นักมวยในทุกไฟต์ กลายเป็น “แฟนคลับไอดอลมวย” ที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ทุกครั้งที่นักมวยบางแสนต่อย แฟนคลับรุ่นเยาว์มาหลายร้อยคน เป็นปรากฏการณ์ที่ผมอยู่ในวงการมา 30 ปีไม่เคยเห็น”

ความฝันใหม่ : แบรนด์กีฬาไทยโดยคนไทย

นายเธียรชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายในอีโคซิสเต็มร่วมมือกัน และใช้พลังของอินฟลูเอนเซอร์+คอนเทนต์+เดสติเนชั่น ให้ขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น Festival Nation อย่างแท้จริง

“เราอยากสร้างแบรนด์มวยไทยที่เป็นของคนไทยโดยแท้จริง อยากเห็นวันหนึ่งที่มีแบรนด์จากไทยที่ไปยืนเทียบกับ NFL หรือ NBA ได้”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักกีฬา มวยไทย