Skip to content

‘เป-ตะ เฟสติวัล’ ฟื้นประเพณีสารทเดือนสิบทุ่งสง

02 ต.ค. 2568 | 09:09น.
‘เป-ตะ เฟสติวัล’ ฟื้นประเพณีสารทเดือนสิบทุ่งสง

เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประกาศความสำเร็จการจัดงาน “เป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 2” ฟื้นประเพณีสารทเดือนสิบทุ่งสง ที่หายไปกว่า 30 ปี ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและเครือข่ายทุนวัฒนธรรม สะท้อนพลังทุนวัฒนธรรมที่ไม่เพียงแต่รักษารากเหง้าทางสังคม หากยังสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

การกลับมาของเทศกาลครั้งนี้ เกิดจากการขับเคลื่อนโดยตรงของโครงการวิจัย “การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชนเมืองทุ่งสง” ที่เข้ามาวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งการฟื้นฟูประเพณี การจัดการพื้นที่ และการสร้างแบรนด์งานเทศกาลขึ้นใหม่ในชื่อ เป-ตะ เฟสติวัล เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของทุ่งสง

การตั้งชื่อและสร้างอัตลักษณ์ของเทศกาล ทำให้เกิดการจดจำในวงกว้าง โดยเฉพาะเด็ก ๆ และเยาวชนในพื้นที่ที่พากันเรียกติดปากว่า “เปตะ” สะท้อนว่าประเพณีโบราณสามารถหยั่งรากในคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารที่เข้ากับยุคสมัย และกลายเป็นไอคอนของเมืองที่ขับเคลื่อนได้ทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า ความสำเร็จของงานสะท้อนให้เห็นว่าทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองได้จริง เป-ตะ เฟสติวัล ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณี แต่เป็นโมเดลที่ใช้วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจฐานราก เสริมภาพลักษณ์เมือง และสามารถต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศได้

ตลอดช่วงแรม 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ชาวใต้เชื่อว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยเฉพาะผู้ที่ตกนรก จะได้รับการปลดปล่อยจากพญายมให้กลับมาพบลูกหลานบนโลก ก่อนจะถูกส่งกลับไปยังปรโลก จึงเกิดพิธีกรรม “รับตายาย” และ “ส่งตายาย” ที่สะท้อนคุณค่าความกตัญญู

ในงานครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การตั้งเปรต การชิงเปรต ขบวนแห่หมฺรับขนมเดือนสิบ รวมถึงการแสดงศิลปะพื้นบ้านควบคู่กับศิลปะร่วมสมัย การจัดตลาดนัดวัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมโดยตรง

ดร.กิตติเปิดเผยต่อว่า ในปี 2567 โครงการวิจัยการพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ได้ทำการวิจัยใน 6 พื้นที่หลัก ได้แก่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

และในปี 2568 โครงการวิจัยได้ขยายเพิ่มพื้นที่วิจัยอีกจำนวน 2 พื้นที่ คือ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยช่วงกลางปี 2567 ทางโครงการวิจัยได้มีแนวทางการริเริ่มจัดงานเทศกาลสำคัญต่าง ๆ มากขึ้น และสามารถสร้างรายได้รวมจากทุนวัฒนธรรมสูงถึง 1 พันล้านบาท รายได้จากพื้นที่วัฒนธรรมเฉลี่ยวันละ 4.2 แสนบาทต่อวัน และสร้างรายได้จากผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1.6 พันล้านบาท

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุน (EROI) โดยเฉลี่ยทุกปีเท่ากับ 6.90 และค่า EROI ล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 มีค่าเท่ากับ 8.70 ซึ่งแสดงถึงประสิทธิผลจากเงินลงทุนที่ดี และมีค่ามากกว่า 1 ตัวเลขดังกล่าว ตอกย้ำว่า เมื่อทุนวัฒนธรรมได้รับการจัดการเชิงวิชาการและสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ก็สามารถกลายเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของเมือง

แม้งาน “เป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 2” จะปิดฉากลงแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตอกย้ำว่า ทุ่งสงสามารถยืนอยู่บนรากเหง้าวัฒนธรรมของตนเอง พร้อมกับก้าวไปสู่การพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การกลับมาของเทศกาลหลังหายไปกว่า 30 ปี จึงไม่ใช่แค่การรื้อฟื้นประเพณี หากแต่เป็นการสร้างทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนให้หยั่งรากลึกในชุมชน และต่อยอดไปสู่อนาคตของเมือง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นครศรีธรรมราช ประเพณี