“อินทัช” กับความสำเร็จของโครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย เดินหน้าปลูกฝังเด็กไทยให้รักการอ่าน-ถ่ายทอดสู่ภาพศิลปะ
เมื่อเร็วๆ นี้ นายเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อินทัช ได้ดำเนินโครงการ จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัชมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ถึงระดับอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้อ่านวรรณกรรมหลากหลายประเภททั้งหนังสือพระราชนิพนธ์ วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมในชั้นเรียน วรรณกรรมร่วมสมัย รวมถึงวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายรวมแล้วกว่า 1,900 เรื่อง
สำหรับหัวข้อการประกวดในปีนี้ คือ “ความสุข ความงดงามในความเป็นไทย” สะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็นไทยในมิติที่หลากหลาย และส่งเสริมให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยได้รับความสนใจจากน้องๆ นักเรียนและนักศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 1,000 ชิ้น และเป็นครั้งแรกที่ในปีนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ส่งผลงานเข้าประกวด ซึ่งทางโครงการได้เปิดโอกาสให้กับเยาวชนไทยทุกๆ กลุ่มเข้ามาประกวด เพราะอยากปลูกจิตสำนึกเริ่มจากสนับสนุนให้เยาวชนรักการอ่านและต่อยอดการอ่านให้กลายเป็นงานศิลปะด้วยจินตนาการและแรงบันดาลใจ โดยมองว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นจะช่วยส่งเสริมกระบวนการด้านการอ่าน ความรู้สึก จินตนาการ และการสร้างสรรค์ผลงาน เด็กๆ ต้องสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดได้ซึ่งจะมีการคัดเลือกนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 3-4 คนในแต่ละระดับชั้นให้มานำเสนอผลงาน ให้บอกแนวความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ว่าทำไมถึงสร้างผลงานนี้ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรจึงมีผลงานนี้ออกมา นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องการให้มีนอกเหนือจากการอ่าน คิด สร้างสรรค์แล้ว จะต้องนำเสนอผลงานได้ดีด้วย
โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านทัศนศิลป์ และวรรณศิลป์นำทีมโดย ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ และอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในฐานะคณะกรรมการตัดสินผลงาน พร้อมด้วยคณาจารย์อีกหลายท่าน ได้แก่ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร, ดร.สังคม ทองมี, อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก, คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) และคุณธวัชชัย สมคง

ด้าน ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เผยว่า “การที่อินทัชได้ริเริ่มโครงการฯ นี้นับว่าเป็นเรื่องดีที่ได้ส่งเสริมการอ่านให้เด็กๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เด็กหันมาอ่านวรรณกรรมไทยซึ่งจะทำให้เขาเป็นนักคิด ถ้าหากเขียนรูปด้วยความรู้สึก แต่ไม่ได้มีการอ่าน ก็จะทำให้ไม่มีกระบวนการทางความคิดที่จะแปรเปลี่ยนออกมาเป็นภาพวาด และเมื่อวาดรูปขึ้นมาก็จะทำให้ตีความไม่แตก ดังนั้น โครงการฯ นี้ จึงเป็นการประกวดที่มีความแตกต่างกับเวทีประกวดทั่วๆ ไป คือ อินทัช จัดการประกวดภาพเขียนที่ทำให้เด็กใช้สมองมากขึ้น ใช้ความคิดมากขึ้น งานศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องการความคิด เรื่องฝีมือเราไม่ห่วง เด็กไทยเราเก่งมาก แต่ในความคิดยังไม่ดี ดังนั้น เด็กไทยควรจะต้องอ่านแล้วฝึกจินตนาการ และสะท้อนออกมาเป็นความคิดของตัวเองซึ่งจะเห็นว่าปีนี้มีภาพผลงานที่มาจากวรรณกรรมเรื่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”
“นอกจากนี้ การอ่านวรรณกรรม เพื่อเล่าเรื่องออกมาเป็นภาพเขียนนั้นจะเป็นเรื่องของความคิดที่มีอิสรภาพ สำหรับเด็กในการอ่านวรรณกรรมแล้ว มีจินตนาการของตัวเองออกมา รวมทั้งใช้เทคนิคอะไรที่แปลกๆ ออกมาบ้าง ทำให้มีมุมมองการวาดภาพในสไตล์ใหม่ มีความคิดใหม่ มีตัวตน หรือมีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจน” ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติม
ทางด้าน อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เผยว่า “การส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านนั้น ถือเป็นการปูพื้นฐาน พัฒนาคุณภาพของเด็กไทย ซึ่งน่าภูมิใจ และสิ่งที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกในครั้งนี้ คือ การที่มีเด็กพิการทางการได้ยินส่งผลงานเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะปกติเด็กๆ ทุกคนจะมีจินตนาการของตัวเองอยู่แล้ว แต่คนที่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ เขาจะยิ่งมีจินตนาการสูง เช่น รูปเขียนจากวรรณกรรมเรื่องม้าก้านกล้วย โดยรูปขี่ม้าก้านกล้วยแล้วไปช่วยนำเด็กออกมาจากถ้ำ ถือเป็นรูปร่วมสมัยได้เลย เป็นการแตกกระแสออกมาได้อีก เด็กที่เขียนรูปนี้เขามีความฉลาดมากสามารถนำบทกวีม้าก้านกล้วย ของคุณไพวรินทร์ ขาวงาม มาแปลเป็นรูปวาด เอาม้าก้านกล้วยไปช่วยคน แสดงให้เห็นว่าเด็กพิเศษเขามีจินตนาการสูง เป็นการให้เห็นพัฒนาการของเด็กไทย และของสถาบันที่จัดประกวดด้วยว่าเข้าใจและส่งเสริมอย่างถูกต้องและถูกทางแล้ว”
“การที่เด็กๆ เริ่มมองหารูปแบบของการนำเสนอผลงานในด้านใหม่ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นแปลว่าเด็กมีความกล้าในการตีโจทย์และนำเสนอ ท้าทายความสามารถ ออกนอกกรอบมากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงขบวนการของจิตใจเด็กๆ ครบวงจร คือ รู้สึก แล้วก็นึกจินตนาการ คิดแล้วก็แปลออกมาเป็นการแสดงออกด้วยงานศิลปะ ดังนั้น โครงการฯ ที่อินทัช ทำอยู่นี้กำลังมาถูกที่ถูกทาง ซึ่งเป็นการครบวงจรของขบวนการทางจิตใจ เพราะคนได้สมดุลกันระหว่างความรู้สึก ความนึก ความคิด ซึ่งจะเป็นองค์รวมของปัญญา และพัฒนาคนให้ขึ้นไปสู่ความเป็นมนุษย์” อ.เนาวรัตน์ กล่าว