เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ICONPHUKET จุดพลุค้าปลีกภูเก็ต ปักหมุดบนแผนที่โลก จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งใหม่
Real Estate ICONPHUKET จุดพลุค้าปลีกภูเก็ต ปักหมุดบนแผนที่โลก จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งใหม่
ขับรถลุยน้ำท่วม ทำป้ายทะเบียนหาย ขนส่งฯ อัปเดตขั้นตอนล่าสุด ไม่ต้องใช้เล่มจริง
News ขับรถลุยน้ำท่วม ทำป้ายทะเบียนหาย ขนส่งฯ อัปเดตขั้นตอนล่าสุด ไม่ต้องใช้เล่มจริง
มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ตั้งเป้า 1 หมื่นล้าน ชี้นาทีทอง ซื้อก่อนต้นทุนใหม่พุ่ง
Real Estate มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ตั้งเป้า 1 หมื่นล้าน ชี้นาทีทอง ซื้อก่อนต้นทุนใหม่พุ่ง
‘โนเบลฟิสิกส์ 2026’ ผลงานค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงสุด ผ่านหอดูดาวนิวทริโน IceCube
News ‘โนเบลฟิสิกส์ 2026’ ผลงานค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงสุด ผ่านหอดูดาวนิวทริโน IceCube
‘ธนาคารโลก’ ปรับขึ้น GDP ไทยโต 2.0 % บูมส่งออกเทคฯขั้นสูง AI-หวั่นเอลนีโญฉุด
World ‘ธนาคารโลก’ ปรับขึ้น GDP ไทยโต 2.0 % บูมส่งออกเทคฯขั้นสูง AI-หวั่นเอลนีโญฉุด
ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
หมอสรณ ชิงนัดประชุมบอร์ด กสทช. สวน การประชุมนัดพิเศษ
Tech หมอสรณ ชิงนัดประชุมบอร์ด กสทช. สวน การประชุมนัดพิเศษ
ขั้นตอนลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วม 2569 ครอบคลุม กทม. และ 65 จังหวัด ผ่านแอปทางรัฐ-ยื่นเองที่ท้องถิ่น
News ขั้นตอนลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วม 2569 ครอบคลุม กทม. และ 65 จังหวัด ผ่านแอปทางรัฐ-ยื่นเองที่ท้องถิ่น
วิจัยกรุงศรี คาดน้ำท่วมกระทบจีดีพี 0.1-0.2% จับตาหนี้ครัวเรือนพุ่ง กำลังซื้อแผ่ว
Finance วิจัยกรุงศรี คาดน้ำท่วมกระทบจีดีพี 0.1-0.2% จับตาหนี้ครัวเรือนพุ่ง กำลังซื้อแผ่ว
BMHH ชวนรู้จัก “Confirmation Bias” อคติทางความคิด ที่ทำให้เรา “เชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ”
Biz Movement BMHH ชวนรู้จัก “Confirmation Bias” อคติทางความคิด ที่ทำให้เรา “เชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ”
ดูทั้งหมด

ไซยะบุรี สู่ หลวงพระบาง เขื่อนใหม่บนความกังวล 2 ฝั่งโขง

03 ม.ค. 2563 | 08:09น.

น้ำโขงจัดเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ 6 ประเทศ จีน-เมียนมา-ไทย-ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเนิ่นนาน จนมาเมื่อประมาณ 10-15 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ได้เริ่มพัฒนาโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้แม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลง การขึ้นลงของระดับน้ำ “ผิดปกติ” ตามการปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ของจีน ตามมาด้วยโครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใน สปป.ลาว ที่เพิ่งเปิดดำเนินการอย่าง เขื่อนไซยะบุรี ของบริษัท CK Power ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ช.การช่าง

โดยเขื่อนนี้เป็นเขื่อนแบบฝายน้ำล้น(Run-of-River) ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 1,285 เมกกะวัตต์(MW) หรือ 7(125 MW)+1(60 MW) ระยะเวลาสัมปทานกับรัฐบาลลาว 31 ปี และจะขายไฟให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) 95% GdL 5%

และล่าสุด สปป.ลาวกำลังพัฒนาโครงการเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนยกระดับแม่น้ำโขงที่กลุ่ม ช.การช่าง เข้าร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

ช.การช่างเอี่ยวเขื่อนหลวงพระบาง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในระหว่างการสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลโครงการเขื่อนหลวงพระบางที่ จ.นครพนม เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า สปป.ลาวมีแผนก่อสร้างเขื่อนทั้ง 5 แห่งในแม่น้ำโขง โดยเขื่อนแรกจะเป็น เขื่อนปากแบง ด้านเหนือน้ำ กับเขื่อนไซยะบุรี ด้านท้ายน้ำ ซึ่งจะเห็นว่าทุกเขื่อนเชื่อมโยงกัน (ตามกราฟิก)

ปัจจุบันเขื่อนไซยะบุรีก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว แน่นอนว่าเขื่อนนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากชุมชน และภาคประชาสังคมทั้งในไทยและ สปป.ลาว ในเรื่องของระบบนิเวศ การทำประมง การขึ้นลงของน้ำ นำมาซึ่งการปรับแผนแบบร่าง การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบด้วยการทำแผนร่วมกันจึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะในอนาคตจะมีเขื่อนเกิดขึ้นบนแม่น้ำโขงอีกหลายเขื่อน

ล่าสุด สปป.ล่าวได้เริ่มดำเนินโครงการเขื่อนหลวงพระบาง จัดเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ “ถอดแบบ” มาจากเขื่อนไซยะบุรี มีมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดป็นโครงการพัฒนาในลำน้ำโขงสายประธานลำดับที่ 5 ต่อจากโครงการไซยะบุรี-ดอนสะโฮง-ปากแบงและปากลาย ตามลำดับ เขื่อนหลวงพระบางจะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ตัวสันเขื่อนมีความยาว 275 เมตร สูง 79 เมตร กว้าง 97 เมตร ขนาดกำลังผลิต 1,460 เมกะวัตต์ (MW) อยู่ในแม่น้ำโขงตอนบนเหนือนครหลวงพระบาง ประมาณ 25 กิโลเมตร

ก่อนการก่อสร้างได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน ตั้งแต่ 8 ตุลาคม 2562 และสิ้นสุดกระบวนการในวันที่ 7เมษายน 2563 ซึ่งแผนการดำเนินงานจะให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในประเทศเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ต่อไป

โดยโครงการนี้มีผู้ร่วมทุน 3 ประเทศ ประกอบด้วย PetroVietnam Power Corporation รัฐวิสาหกิจเวียดนาม ทำหน้าที่หลักในการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง ร่วมกับ สปป.ลาว ในนามบริษัท ไฟฟ้าหลวงพระบาง จำกัด (The Lu-ang PrabangPower Limited : LPCL) และบริษัทเอกชนจากฝั่งไทยร่วมทุนด้วย คือ บริษัท CK Power บริษัทลูกของ ช.การช่าง การก่อสร้างตามแผนจะเริ่มขึ้นในปี 2563 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2570 หรือใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 7 ปี กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้กับประเทศไทยและเวียดนาม

“ที่ผ่านมาจะพบว่า ท้ายเขื่อนไซยะบุรีส่งผลกระทบค่อนข้างมาก อาจต้องปรับรูปแบบให้น้อยลง ดังนั้น เมื่อเขื่อนหลวงพระบางอยู่เหนือเขื่อนไซยะบุรี ลาวเองก็จะต้องปรับรูปแบบ ระยะเวลา การก่อสร้าง เราเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน มีทางเดียวก็คือ การบริหารน้ำภายใต้กฎกติกาเดียวกัน เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัด (เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลฯ) แต่ในอีกด้านหนึ่งจังหวัดเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นในฐานะชาติสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะแสดงความคิดเห็นเพื่อส่งผ่านไปยังเจ้าของโครงการ คือ สปป.ลาว” ดร.สมเกียรติกล่าว

จี้จีนแจ้งข้อมูลระดับน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ร่วมกับอธิบดีกรมนโยบายแผนพลังงาน สปป.ลาว ดร.จันสะแหวง บุนยง ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างกังวลกับโครงการก่อสร้างเขื่อนไม่ต่างกับเขื่อนแห่งอื่น ๆ ทั้งในแง่ของวิถีชีวิต-การประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกับหลวงพระบาง-ปากแบงจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีก 3 เวที เพื่อแจ้งให้ สปป.ลาวทราบ โดยมีเจ้าของโครงการเขื่อนหลวงพระบางมาหารือเอง ประกอบกับ สทนช.จะขับเคลื่อนแผนงานในปีหน้า 2563 ได้รับการพัฒนาจากไจก้า ให้เข้ามาศึกษารองรับ “ภัยแล้ง” ในลุ่มน้ำโขงทั้งหมด โดยมีประเทศจีนเข้าร่วมศึกษาด้วย

“มีการกล่าวกันว่า น้ำในแม่น้ำโขงลดต่ำลง เป็นเพราะจีนไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อน หรือเกิดประเด็นอ่อนไหวต้องศึกษาให้รอบด้านว่า เพราะอะไร เพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งจีนเองได้เปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน จากนี้ไปจะต้องขอข้อมูลว่า ช่วงฤดูเเล้ง จะศึกษาร่วมกันได้หรือไม่อย่างไร บนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจเพราะที่ผ่านมาการแจ้งเตือนน้ำโขง เราได้รับข้อมูลจากจีน 2 สัปดาห์ล่วงหน้า เราต้องขอเพิ่มมากกว่านี้ และ MOU จะเพิ่มความเข้มข้น

โดยที่รัฐบาลไทยจะเป็นประธานเพื่อติดตามใกล้ชิดดังนั้นจะเห็นว่า ‘ข้อมูล’ สำคัญที่สุด การหารือ ผลกระทบ วางมาตรการ ทั้งหมดเพื่อหากเกิดผลพิสูจน์ต้องมีกฎหมายเพื่อรองรับการเรียกร้องค่าชดเชย และประเทศเพื่อนบ้านต้องมีมาตรการท้ายน้ำจะกระทบเท่าไร ใครจะดูเเล ซึ่งควรมีราคาโครงการลงทุน ผ่านการศึกษาวิจัยร่วมกัน” นายสมเกียรติกล่าว

โขงเปลี่ยนสี-ปลาหายไป

ล่าสุดได้เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าใสขึ้นบริเวณจังหวัดหนองคาย-นครพนม สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนริมฝั่งโขง เนื่องจากไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

ประเด็นแม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้านี้ต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำโขงในหน้าแล้งจะน้อยลง นิ่ง ตะกอนหาย เมื่อน้ำใสเกิดการสะท้อนสเปกตัมเกิดการชะล้าง น้ำโขงจึงเปลี่ยนสี แน่นอนว่า ในอดีตน้ำโขงมีปริมาณมาก ส่งผลให้กระแสน้ำทำให้ตะกอนลดลงไป ต่อจากนี้จึงต้องคำนึงถึงแผนเพิ่มตะกอน ผู้สร้างเขื่อนต้องเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ ถือเป็นความร่วมมือ

“ปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีต้องเข้าใจก่อนว่า ช่วงปี 2535 มีปริมาณน้ำต่ำที่สุดแล้ว ส่วนปีนี้ปริมาณน้ำโขงยิ่งต่ำกว่าปี 2535 ลงไปอีก แต่ข้อตกลงปี 2538 ระบุจะต้องไม่ต่ำสุดไปกว่านี้ แต่กระทั่งวันนี้ต่ำลงมากเกินข้อตกลงที่เคยระบุไว้แล้ว เราต้องเฝ้าจับตามองปริมาณน้ำกันใหม่”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือทางระบบนิเวศกรณีผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตชาวประมงลุ่มน้ำโขง โดย นายอดิศร พร้อมเทพ อดีตอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สถานการณ์ของระดับน้ำในแม่น้ำโขงได้ลดลงมากถึงขั้นวิกฤต และมีการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำอย่างกะทันหัน สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำโขง จากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้น ทั้งภัยแล้ง การปล่อยน้ำของเขื่อนจีนที่อยู่ต้นน้ำโขง

ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็วได้อีก หากไม่เป็นไปตามระบบนิเวศ ลุ่มน้ำธรรมชาติส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งในแม่น้ำโขง แม่น้ำสาขาของประเทศทั้งไทยและลาว และที่เกษตรกรเพาะเลี้ยงในกระชังได้รับความเสียหายเพราะ สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

“เนื่องจากแม่น้ำโขงในส่วนของไทยเป็นแนวเขตพรมแดนและมีความต่อเนื่องกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สัตว์น้ำในแม่น้ำโขงโดยส่วนใหญ่มีแหล่งช่วงวัยที่แตกต่างกัน ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงต้องบูรณาการจัดการแบบข้ามพรมแดนผ่าน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพราะแม่น้ำโขงไม่ได้อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของไทยเพียงประเทศเดียว

“ผมยอมรับว่าจำนวนสัตว์น้ำบางชนิดในแม่น้ำโขงหายไปแล้ว หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบจำนวนและชนิดของสัตว์ เพื่อทำการขยายพันธุ์ กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ ต้องทำงานร่วมกันเพราะ ต่อจากนี้ไปปริมาณในแม่น้ำโขงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไวมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เราต้องร่วมกันพัฒนาระบบการแจ้งเตือนแม่น้ำโขงไปยังเกษตรกรและชาวประมงริมน้ำให้เร็วมากยิ่งขึ้น” นายอดิศรกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แม่น้ำโขง