KTAM กางแผนปี’63 เพิ่มลงทุนนอก เจาะ EM ปั้นรีเทิร์น
สัมภาษณ์
ในภาวะที่ตลาดทุนไทยเผชิญกับความท้าทาย จากสารพัดปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในฐานะผู้จัดการกองทุน ต้องมองหาการสร้างผลตอบแทนที่ดีเพื่อตอบโจทย์ลูกค้านักลงทุน โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงแผนธุรกิจปี 2563 นี้ ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
เก็งเป้าดัชนีทดสอบ 1,700 จุด
“ชวินดา” เปิดเผยว่า บริษัทประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปีนี้ที่ 2.8% ดีขึ้นกว่าในปีก่อนที่คาดโต 2.4% โดยภาวะดอกเบี้ยต่ำยังถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ทั้งปัจจัยระยะยาวอย่างปัญหาประชากรสูงวัย และการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี รวมถึงปัจจัยระยะสั้น อย่างค่าเงินบาทที่แข็งค่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก และปัญหาปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำ ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 1%
สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในปีนี้ บริษัทประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,700 จุด โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะขยายตัวราว 6% และมีสัดส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 18 เท่าใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งแม้ว่าจะสูงกว่าในอดีต แต่ก็เป็นตามภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำ โดยภาวะการลงทุนยังคงเผชิญกับความผันผวนต่อเนื่อง
“ปัจจัยที่ต้องติดตามได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจปะทุขึ้นใหม่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ พัฒนาการของ Brexit ท่าทีของธนาคารกลางต่าง ๆ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศ แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชี เป็นต้น”
กระจายพอร์ตลุยกอง ตปท.
“ชวินดา” บอกว่า กลยุทธ์ปีนี้ ต้อง 1.การกระจายพอร์ตการลงทุนและการบริหารจัดการกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) เนื่องจากเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตไปในเชิงบวก ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่ากว่า 97% ของกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศของ KTAM มีการเติบโตเกือบทั้งหมด และส่วนใหญ่เติบโตระดับเลข 2 หลัก
2.การผสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย โดยเฉพาะในด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งกลุ่มลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนด้วย
ปี 2562 ที่ผ่านมา ธุรกรรมกองทุนที่เกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่น “Krungthai Next” โมบายแบงกิ้งของธนาคารกรุงไทย มียอดซื้อกว่า 14,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่น “KTAM Smart Trade” แอปซื้อขายกองทุน มียอดซื้อกว่า 8,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2563 คาดว่าฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ KTAM จะสามารถเติบโตขึ้นได้เท่าตัว
และ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดการให้บริการ โดย KTAM จะเน้นการนำเสนอข่าวสาร (content) ที่ง่ายและเข้าถึงผู้ลงทุนทั่วไปมากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการออมผ่านกองทุนต่าง ๆ
ดัน AUM โต 1 แสนล้าน
ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทย ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ในปี 2563 เติบโตที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะฟื้นตัวมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงมูลค่าสินทรัพย์ (valuation) ของตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไม่แพงมาก นอกจากนี้ ยังแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปนักลงทุนอาจต้องระวังแรงขายทำกำไร รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจพัฒนากลายเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในอนาคต
“ที่ผ่านมา การลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ (FIF) ของ บลจ.กรุงไทยสามารถสร้างผลตอบแทนสองหลักมาโดยตลอด ดังนั้น ในปี 2563 เราจะยังคงให้น้ำหนักกับการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก”
ปั้น RMF2 ขายเป็นกอง SSF
“ชวินดา” บอกด้วยว่า สำหรับการออกกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) บริษัทมีแผนจะปรับกองทุนเดิมที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกองทุน SSF มาเสนอขายเป็นกองทุน SSF แทนการตั้งกองทุนใหม่ โดยจะพยายามออกกองทุน SSF ให้ทันกลางปี 2563
“ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบ แต่การนำเสนอจะต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบ RMF2 และต้องมีกองทุนหลายกองทุนให้นักลงทุนได้เลือก อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกอาจจะเห็น 1-2 กองทุนก่อน”
ขณะที่กองทุนใหม่ที่จะเสนอขายในไตรมาสแรกของปีนี้ จะเป็นกองทุนควบประกันสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขออนุมัติจัดตั้ง
“กลยุทธ์การลงทุนในตราสารทุนในประเทศ ปีนี้เราเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลดีจากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ, หุ้นที่ได้รับผลดี การคลายความวิตกต่อ “สงครามการค้า”, หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานและปรับตัวลงมาแรง, หุ้นที่ได้รับผลดีจากการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หรือหุ้นที่คาดผลประกอบการดีขึ้นในปีนี้”