ชูหุ้น “รับเหมา-ก่อสร้าง” เด่นรับอานิสงส์เบิกงบฯปี’63
โบรกฯส่องกลุ่มหุ้นรับอานิสงส์ “ปลดล็อก” งบฯปี’63 เริ่มเบิกจ่ายได้ มี.ค. “เอเซีย พลัส-กสิกรไทย” ชูกลุ่ม “รับเหมา-ก่อสร้าง” รับปัจจัยบวกเด่นสุดทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ มอง “STEC-CK-TASCO” ฮอต ส่วนหุ้น “แบงก์-ประกัน-ไฟแนนซ์” มีโอกาสได้ประโยชน์ทางอ้อม
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้คาดว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นไป หลังร่างกฎหมายงบประมาณมีการโหวตผ่านกระบวนการรัฐสภาไปแล้ว โดยฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า จะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์
โดยหุ้นกลุ่มรับเหมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นได้ปรับฐานลงกว่า 50% ส่งผลให้ระดับราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจลงทุน ประกอบกับพัฒนาการเชิงบวกของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต่อจากนี้จะเป็นอีกแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มนี้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำการลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่า (valuation) ดี ซึ่งในกรณีหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ อาทิ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ราคาเหมาะสม 22.00 บาท โดยราคามีโอกาสปรับขึ้น (upside) อีก 33.30% และ บมจ.ช.การช่าง (CK) ราคา 26.00 บาท upside 21.00%
ขณะที่หุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก แนะนำซื้อ บมจ.ไพลอน (PYLON) ราคา 7.35 บาท upside 44.00% โดยมีความน่าสนใจทั้งอานิสงส์เชิงบวกจากงบประมาณ และเป็นหุ้นปันผลเด่นที่ปัจจุบันมีอัตราเงินปันผล (dividend yield) สูงถึง 5% ต่อปี
ถัดมากลุ่มวัสดุก่อสร้าง แนะนำซื้อ บมจ.ทิปโก้ แอสฟัลท์ (TASCO) ราคาเหมาะสม 22.00 บาท upside 12.00% โดย TASCO เป็นผู้ประกอบธุรกิจยางมะตอย ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐที่มีการทำถนนต่อไป
สุดท้ายกลุ่มธนาคารซึ่งคาดว่าหลังงบประมาณปี 2563 เริ่มเบิกจ่าย จะส่งผลให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องกู้เงินลงทุนจากธนาคาร อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มธนาคารยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศเตรียมปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคาร จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบรอดู (wait and see)
“ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) หุ้นแบงก์ปรับลดลงมาแล้วกว่า 8% ซึ่งในแง่หนึ่งเราเชื่อว่าราคาหุ้นตอบรับปัจจัยลบเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบาย และการใช้มาตรฐานทางบัญชีใหม่ TFRS9 ไปแล้ว ส่งผลให้ปัจจุบันมูลค่าทางบัญชี (book value) ปรับลดลงต่ำอยู่ที่ระดับ 0.6-0.7 เท่านั้น ดังนั้น หากราคาย่อตัวลงกว่านี้ก็เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ จึงแนะนำให้นักลงทุน wait and see ไปก่อนและเตรียมตั้งรับ” นายภราดรกล่าว
นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ประเมินว่า งบประมาณปี 2563 จะสามารถเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.เช่นกัน โดยการเบิกจ่ายจะส่งผลบวกทางตรงต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำถนน
นอกจากนี้ หลังเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้เชื่อว่ารัฐบาลมีโอกาสจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง อาทิ มาตรการชิม ช้อป ใช้ เฟส 4 มาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตร และมาตรการกระตุ้นผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกต่อไป รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว แต่อาจจะไม่ได้รับอานิสงส์มากเท่ากลุ่มค้าปลีก เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าอยู่
ขณะที่กลุ่มหุ้นอื่น ๆ ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน โดยประเมินว่าหลังเม็ดเงินลงทุนรัฐกระจายเข้าสู่ระบบ จะส่งผลให้ประชาชนมีความสามารถในการชำระคืนหนี้เพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้ความกังวลหนี้เสีย (NPL) ลดลง นอกจากนี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีการออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) ระยะยาวอายุ 5 และ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารในแง่ที่ธุรกิจที่มีความต้องการระดมทุนผ่านตราสารหนี้มีแนวโน้มหันมากู้เงินจากธนาคารกันมากขึ้น รวมถึงกลุ่มประกันภัยที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับลดลงมาต่ำ
“กลยุทธ์การลงทุนตอนนี้ เนื่องจากเรามองว่านักลงทุนเริ่มทยอยเข้าไปเก็งกำไรในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ดังนั้น แนะนำซื้อเก็งกำไรในหุ้น STEC, CK, TASCO และ บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) ในช่วงที่ราคาปรับลดลงมา โดยฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมาย STEC ไว้ที่ 21.80 บาท, CK ที่ 26.40 บาท, SEAFCO ที่ 7.80 บาท และ TASCO ที่ 24.60 บาท” นายสุนทรกล่าว