Skip to content

ปฏิบัติการ “Artemis”เมื่อมนุษย์อยากไปอยู่ “ดวงจันทร์”

04 ม.ค. 2564 | 13:00น.
ปฏิบัติการ “Artemis”เมื่อมนุษย์อยากไปอยู่ “ดวงจันทร์”
Tech Times
มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

ครั้งสุดท้ายที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์คือปี 1972

มาวันนี้ดวงจันทร์กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ไป “เหยียบ” แต่กะจะไป “อยู่” กันเลย ภายใต้ปฏิบัติการ“Artemis” ซึ่งจะเริ่มในปี 2021

NASAตั้งเป้าจะส่งนักบินอวกาศไปอยู่บนดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2024 และคาดว่าจะสร้างสถานีถาวรอันเป็นที่พักพิงแห่งแรกของมนุษย์ในอวกาศภายในสิ้นปี 2029

ส่วนจะขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจำนวนมากไปดวงจันทร์อย่างไรได้ในเวลาที่กำหนดโดยไม่ถังแตกไปเสียก่อนนั้น สตาร์ตอัพรายหนึ่งบอกว่าตัวเองอาจมีคำตอบสำหรับโจทย์นี้

ICON ผู้ให้บริการ 3D printing จากเทกซัสบอกว่า ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่บริษัทอาจสามารถเปลี่ยน “ฝุ่น” ในดวงจันทร์ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติคล้ายคอนกรีตเพื่อสร้างสถานีฐานตามที่ NASA ต้องการได้

ฝุ่นดวงจันทร์ คือผิวชั้นบนของดวงจันทร์ที่มีความละเอียดสูงเกิดจากแร่ธาตุและผลึกแก้วที่เกิดจากการโดนกระหน่ำด้วยอุกกาบาตมาหลายล้านปี ลักษณะเด่นของฝุ่นดวงจันทร์ คือ มีความคมและยึดติดแน่น

ตอนนี้ ICON ทำงานให้ NASA ภายใต้โครงการ “Olympus” เพื่อหาทางนำทรัพยากรอันมีเหลือเฟืออย่างฝุ่นดวงจันทร์มาใช้แทนวัสดุก่อสร้างปกติที่เราใช้กันบนพื้นโลก

แม้ NASA จะยังไม่ฟันธงว่าจะใช้ 3D printing ในการสร้างสถานีบนดวงจันทร์ แต่ก็ให้โอกาส ICON ในการพิสูจน์เทคโนโลยีของตัวเอง และอาจมีการพิจารณาเพิ่มทุนสนับสนุนในอนาคต

ICON ใช้ 3D printing สร้างบ้านในเม็กซิโกและเทกซัสมาตั้งแต่ปี 2018 โดยใช้คอนกรีตผสมพิเศษเป็นวัถตุดิบหลักในการ “พิมพ์” ตัวบ้านขนาด 500 ตารางฟุต ภายใน 24 ชั่วโมง

แต่ “เจสัน บัลลาร์ด” ซีอีโอของบริษัทยอมรับว่า การสร้างบ้านบนดวงจันทร์นั้นมันคนละเรื่องกับการสร้างบ้านบนพื้นโลก

ที่เห็นชัด ๆ เลย คือ สภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ที่สุดแสนโหดและท้าทายศักยภาพของมนุษย์โลกอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยสารกัมมันตภาพรังสี แผ่นดินไหวที่รุนแรง อุณหภูมิที่เหวี่ยงไปมา แถมยังมีอุกกาบาตพุ่งชนเป็นว่าเล่น

ภารกิจนี้ ICON ต้องทำงานร่วมกับ Bjarke Ingels Group (BIG) และ Space Exploration Architecture (SEArch+) ในการพัฒนาเทคโนโลยี 3D printing ให้มีศักยภาพเพียงพอจะนำไปใช้บนดวงจันทร์

ที่ผ่านมาทีมงานศึกษาที่พักอาศัยที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สุดขั้วอย่างสถานี McMurdo ในแอนตาร์กติกาและบนยานอวกาศนานาชาติเพื่อนำผลมาวิเคราะห์และพัฒนาคอนเซ็ปต์เพื่อสร้างที่พักบนดวงจันทร์

นอกจากจะต้องสร้างที่พักที่ปลอดภัยในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากพื้นโลกอย่างมากแล้ว ทีมสถาปนิกยังต้องออกแบบให้อยู่สบายด้วย

ใครที่ชอบหนังหรือสารคดีแนวอวกาศหากได้เห็นการออกแบบสถานีที่ BIG นำเสนอก็คงพากันตื่นตาตื่นใจไปตาม ๆ กัน

ตามภาพที่บริษัทนำเสนอนั้น ตัวสถานีจะเป็นตึกทรงกลมสร้างด้วยระบบ “พิมพ์” 3 มิติล้วน ๆ ภายในห้องนอนมีการสร้าง “ผนังน้ำ”เพื่อเพิ่มการป้องกันให้นักบินจากกัมมันตภาพรังสีระหว่างพักผ่อน

ทั้งสถานีจะมีช่องหน้าต่างเพียงบานเดียวเพื่อป้องกันกัมมันตภาพรังสี โดยออกแบบให้หันหน้าหาโลกตลอดเวลา ส่วนตัวโครงสร้างอาคารจะหุ้มห่อด้วย “เปลือก” 2 ชั้นที่สร้างขึ้นด้วยฝุ่นดวงจันทร์เพื่อคุ้มครองตัวตึกจากรังสีและการพุ่งชนของอุกกาบาต

นอกจากจะมีห้องนั่งเล่นกับศูนย์ปฏิบัติการแล้ว สถานีฐานแห่งนี้ยังมีฐานลงจอด ถนน และโรงเก็บของด้วย

เป้าหมายของ NASA คือ การสร้างสถานีบนดวงจันทร์ที่ปลอดภัยพอสำหรับนักบิน 4 คนจะอาศัยอยู่ได้นานอย่างน้อย 1 เดือน

หากประสบความสําเร็จ โครงการนี้อาจเปิดทางให้มนุษย์ไปพิชิตดาวดวงอื่น(เช่น ดาวอังคาร) ต่อไป

นอกจากหวังจะใช้เทคโนโลยี 3D printing ในการสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์แล้ว บัลลาร์ดยังฝันไกลถึงขั้นจะนำความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากโครงการบนดวงจันทร์นี้มาต่อยอดการสร้างที่พักอาศัยให้มนุษย์บนพื้นโลกด้วย

แม้จะยังมีข้อมูลวิชาการด้านนี้ค่อนข้างจำกัด แต่คาดกันว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรในการก่อสร้างราว 30-60% ลดค่าแรง 50-80%

และประหยัดเวลาก่อสร้างได้ 50-70% ซึ่งจะทำให้การสร้างตึกรามบ้านช่องเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

หากสามารถใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เทคโนโลยีนี้มีโอกาสเข้าถึงประชากรมากขึ้นโดยเฉพาะผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคนที่ยังไร้ที่อยู่อาศัยในขณะนี้

ทำให้ปฏิบัติการพิชิตดวงจันทร์ครั้งนี้นอกจากช่วยให้มนุษย์ได้สำรวจทำความเข้าใจดาวดวงอื่นอย่างเจาะลึกมากขึ้นแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งทางออกให้ปัญหาที่ชาวโลกขบคิดกันมานานก็เป็นได้

การไปดวงจันทร์นั้นไม่ใช่สักแต่ว่าไปเพื่ออวดอ้างว่าทันสมัย แต่ควรไปอย่างมีเป้าหมายและมีผลประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมโลกเป็นที่ตั้ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

NASA