เพื่อไทย ตั้งฉายา พ.ร.บ.งบ 5 ผิด อัด “ประยุทธ์” very กู้ แต่ไม่มีปัญญาใช้คืน
วงเสวนางบ 65 ของพรรคเพื่อไทย อัดรัฐบาลจัดงบผิดที่ ผิดเวลา ผิดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตัดงบกลาโหมน้อยกว่างบสาธารณสุข-งบสนับสนุน SMEs แถมยุทธศาสตร์ความมั่นคง ได้งบมากกว่ายุทธศาสตร์เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการจัดเสวนา “งบฯ 65 ผิดทิศผิดทาง ผิดที่ผิดเวลา” โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค นายไชยา พรหมา รองหัวหน้าพรรค นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค และนายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนสมาชิก

รัฐบาลกู้จนงูกินหาง
นายพิชัยกล่าวว่า การจัดงบประมาณ 65 และยังกู้อีก 5 แสนล้านนั้น จะเป็นปัญหากับประเทศไทยในอนาคตในหลายด้าน คือ ล้มเหลว เพราะงบประมาณ 2565 เป็นการจัดงบประมาณที่ติดลบจากปีที่ผ่านมา 1.84 แสนล้าน สาเหตุที่ปรับงบลดลงคือจัดเก็บรายได้ไม่ได้ หลักการเงินการคลังกำหนดว่า รัฐบาลจะกู้ได้ไม่เกิน 20% ของการจัดเก็บรายได้ เมื่อกู้ไม่ได้ก็ต้องมาลดงบประมาณ เพราะกะว่าจะจัดเก็บรายได้เพียงแค่ 2.4 ล้านล้าน กลายเป็นว่าจะต้องมีงบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท
7 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ เศรษฐกิจโตต่ำมาตลอด สะท้อนว่าการจัดเก็บรายได้น้อย เมื่อคนมีรายได้น้อย ไม่มีปัญญาจ่ายภาษี จึงเสื่อมมาเรื่อยๆ สะท้อนสู่ความล้มเหลวที่ไม่สามารถจัดเก็บงบประมาณเพิ่มขึ้นได้ จึงจัดงบกู้เงิน 5 แสนล้านบาท
เสื่อมถอย เพราะงบประมาณ 2565 ต้องกู้ชดเชยขาดดุล 7 แสนล้าน แต่งบลงทุนแค่ 642,000 ล้าน กู้มากกว่าใช้ลงทุน ปกติการลงทุนต้องมากกว่าการกู้ แต่การที่ลงทุนน้อยกว่ากู้เหมือนกับกู้มาใช้ อนาคตจะเป็นงูกินหาง แล้วยังมากู้อีก 5 แสนล้าน 1.7 แสนล้านจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่รู้จะกระตุ้นได้เยอะขนาดไหน เพราะรัฐบาลไม่มีปัญญาหารายได้มาทดแทน
หนี้ล้น มองไปตรงไหนก็มีแต่หนี้ ถึงเรียกว่ารัฐบาล very กู้ เพราะต้องกู้งบประมาณ 2565 จำนวน 7 แสนล้าน และต้องกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน จัดเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้า หนี้จะทะลุไปเรื่อยๆ และหนี้สาธารณะจะทะลุเกิน 60% ต่อจีดีพี แม้ขยายเพดานหนี้สาธารณะได้ แต่ขยายได้ชั่วคราวแล้วรัฐบาลนี้มีปัญญาเอามาคืนหรือไม่
และจะลงไปถึงหนี้ครัวเรือน หนี้ของ SMEs และหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มกังวลแล้ว มองตรงไหนก็มีแต่หนี้ เมื่อรัฐบาลก่อหนี้เยอะๆ คนที่เข้ามาบริหารประเทศต่อไปจะมีปัญหา เพราะไม่มีเงินมาฟื้นเศรษฐกิจ เพราะหนี้ท่วมแล้ว
ไร้ประสิทธิภาพในการใช้ ตลอด 7 ปี รัฐบาลใช้เงิน 20.8 ล้านล้าน หนี้สาธารณ 8.47 ล้านล้าน ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตได้ 7 ปีย้อนหลัง เศรษฐกิจไทยโตได้แค่เฉลี่ยปีละ 1% กว่าๆ คนถึงลำบากกันหมด นอกจากนี้ ไม่สามารถแยกแยะความสำคัญต่างๆ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เข้าใจว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ สะท้อนมาที่การจัดทำงบประมาณด้วย เช่น ไปตัดงบการศึกษา ตัดงบแรงงาน ตัดงบสาธารณสุข แต่กลับตัดงบกลาโหมน้อยมาก

ลดงบกองทัพ เพิ่มสาธารณสุข
ด้านนายไชยากล่าวว่าความจริงแล้วงบประมาณ 2565 ผิดทิศทาง ผิดที่ผิดเวลา และผิดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาได้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ผลกระทบต่อการจัดงบประมาณที่ขาดดุลต่อเนื่อง เพราะตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดได้ ปัญหาต่างๆ ไม่สามารถแก้ได้ ไม่ว่าใส่เม็ดเงินเข้าไปเท่าใดก็ตาม ถ้าจัดลำดับความสำคัญของปัญหา แก้ปัญหาไม่ตรงจุด เท่ากับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
รัฐบาลจัดงบประมาณ 2563 ไม่ได้จัดงบประมาณเตรียมตัวไว้กับโควิด-19 เพราะมาทีหลังการทำงบประมาณ รัฐบาลจึงต้องกู้เงิน 1 ล้านล้าน มาถึงวันนี้เป็นรอยต่อการใช้งบประมาณ พบว่า การใช้เม็ดเงิน 1 ล้านล้าน ที่แบ่งเป็นเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน ใช้จ่ายไปแค่ 1.6 แสนล้าน
ทั้งที่เงินก้อนนี้ที่ควรใช้ไปเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้เกิดการหมุนจับจ่ายใช้สอย เพราะมีโครงการจากท้องที่ส่งเข้ามาถึง 1.4 ล้านล้านบาท แต่เมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กลั่นกรองโครงการ ปรากฏว่าอนุมัติล่าช้า สุดท้ายเงินก้อนนี้เอาไปใช้ในการเยียวยา เศรษฐกิจไม่มีงบไปหมุนเวียนในระบบ
พอมาตั้งงบประมาณ 2565 ตั้งงบไว้ 3.1 ล้านล้านบาท ประมาณการรายรับ 2.4 ล้านล้าน ทำนายไว้ล่วงหน้าไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้า เพราะตัวเลขของกรมจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่ตุลาคม 2563-เมษายน 2564 จัดเก็บเงินต่ำกว่าเป้าอยู่ 1.2 แสนล้านบาท

ดังนั้น พอสิ้นปีงบประมาณ การประมาณการรายได้ของปี 64 อันเป็นฐานของรายได้ปี 65 ไม่ได้เป็นไปตามเป้า เพราะโควิด-19 ยังแก้ไม่ได้ เงินในระบบไม่มีการหมุนเวียน การเยียวยาประชาชนไม่ตรงเป้า รัฐบาลจึงต้องตั้งงบประมาณขาดดุลในงบประมาณ 2565 ถึง 7 แสนล้าน
นายไชยายังมองว่า 3 หมื่นล้าน ที่เป็นงบสาธารณสุข ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ไม่จำเป็นต้องไปตั้งงบใน พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะสามารถบรรจุไว้ในงบประมาณ 65 ตามปกติได้ โดยลดงบประมาณด้านกองทัพ และความมั่นคง ไม่ได้มีอคติกับกองทัพ เพราะสถานการณ์ขณะนี้คนที่เป็นรัฐบาลต้องวางน้ำหนักว่าวันนี้ ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่เรื่องภัยสงคราม เพื่อนบ้านเจอปัญหาโควิด-19 ด้วยกันทั้งนั้น
ปัญหาความมั่นคงของประเทศ คือปัญหาความมั่นคงในการกินดีอยู่ดีและวิถีชีวิตของมนุษย์ในประเทศนี้ และรอดพ้นจากโควิด-19 ถ้าลดรายจ่ายด้านความมั่นคงลง เงินกู้ในส่วนสาธารณสุข 3 หมื่นล้าน เอามาไว้ในงบประมาณ 65 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ว่าเอาไปใช้อะไรบ้าง ส่วนงบสาธารณสุข 3 หมื่นล้านจะได้นำไปไว้ในส่วนงบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้าน ก็จะเป็น 2 แสนล้าน อยากเห็นงบดังกล่าวไปฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
ตั้งฉายา 5 ผิด
ด้านนายเผ่าภูมิกล่าวว่า งบ 65 ตนขอตั้งฉายาให้ว่า 5 ผิด คือ 1.ผิดกฎ คือผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยงบฯลงทุนน้อยกว่างบฯขาดดุล และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60%
2.ผิดจำนวน คือ งบปีนี้ตั้งอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5.6% ในสภาวะที่ประเทศต้องการเงินมหาศาลในการฟื้นเศรษฐกิจ โดยที่ตั้งงบฯต่ำ เพราะจัดเก็บภาษีไม่ได้ แถมยังตั้งงบฯขาดดุลที่ 7 แสนล้านบาท เต็มเพดานตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เท่ากับท่านเก็บภาษีไม่เข้าเป้าแค่ 1 บาท ท่านจะมีปัญหาทันที แถมยังออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทอีก
3.ผิดที่ คือ ท่านไปตัดไปงบฯที่ควรไม่ตัดในหลายๆด้าน เช่น ด้านสวัสดิการของประชาชน เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ งบสนับสนุนบัตรทอง ด้านการศึกษา ไปตัดงบประถมวัย ระดับมัธยมศึกษา แสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้จัดทำงบประมาณไม่เข้าใจหัวใจการศึกษา พี่น้องที่เดือดร้อนที่สุดของโควิด หนีไม่พ้นแรงงานในระบบและนอกระบบ เรากำลังเจอคนตกงานสูงสุดในรอบ 12 ปี แต่เลือกตัดงบกระทรวงแรงงาน 30% เห็นความผิดที่ผิดทางหรือไม่ ต่อด้วยสนับสนุน SMEs ทั้งที่ SMEs มีปัญหา ล้มตายลง 99%
4.ผิดเวลา ในเมื่อบางหน่วยงานที่ยังไม่ใช่เวลาการใช้งบประมาณ กลับได้รับการจัดสรรงบคือ กระทรวงกลาโหม แม้ถูกปรับลดลง แต่เทียบต่อสัดส่วนต่องบประมาณที่เพิ่มขึ้น จาก 6.5% ในปีที่แล้วเป็น 6.6% ในปีนี้ กระทรวงกลาโหมยังได้รับการจัด ยุทธศาสตร์ความมั่นคงสูงกว่างบเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
5.ผิดที่คนใช้ หากใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ถือว่างบประมาณนั้นสูญเปล่า ย้อนกลับไปดู พ.ร.ก.1 ล้านล้านบาท โครงการเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับโควิด มีปัญหาการเบิกจ่าย แจกแบบไร้สาระ มีส่วนดีแต่ไม่สะท้อนไปถึงประสิทธิภาพที่มีในการใช้งบ ทั้ง 5 ผิด ที่ต้องถกเถียงในสภาอย่างรุนแรง ให้เห็นข้อจุดอ่อนที่ปรับปรุงแก้ไข
โควิด เปลือย ประยุทธ์ ไร้วิสัยทัศน์
ขณะที่ นายจักรพลกล่าวว่า โครงสร้างงบฯแบ่งเป็น 2 ส่วน คือในส่วนของรายได้ และรายจ่าย ที่มาจากภาษี และเงินกู้ โดยทุกบาททุกสตางค์ของเรามาจากประชาชน ดังนั้น อยากให้ประชาชนช่วยกันดูงบฯฉบับนี้ว่ารัฐบาลได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ความผิดของรัฐบาลคือ
1.การประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจผิดพลาด 2.จัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า 3.กู้ขาดดุล และ 4.ผิดที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนทำงบประมาณฉบับนี้ งบปี 55 และปี 56 ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เศรษฐกิจไทยโต 6% และ 5% แต่ตั้งแต่ปี 57 จนถึง 61 ก่อนมีโควิด เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยเพียง 2.6% เพียงแค่เปลี่ยนนายกฯ
รัฐบาลไม่เคยฟังเสียงเตือนจากทุกคน พอมาเจอโควิด เหมือนมาแก้ผ้าพล.อ.ประยุทธ์เลยว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางแค่ไหน เราเข้าไอซียูเลยทันที สะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศเลย ท่านคิดไม่ออกเลยว่ารายได้ที่หายไปจากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักท่านจะทำอย่างไร ท่านกลับเลือกอัดเงินโดยการจ่ายเงินเยียวยาลงไปให้ประชาชน
ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไปจำนวนมาก ท่านช้าในการหาวัคซีนจนภาคเอกชนไม่มีความเชื่อมั่น การลงทุนก็น้อยลงด้วย ตนอยากเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์เอา พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ฉบับนี้ไปปรับใหม่ ปรับการประมาณการรายได้ใหม่ แต่ถ้าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ทำไม่ได้ ก็ลาออก แล้วให้คนอื่นเข้ามาทำเถิด