ตำรวจไซเบอร์ ส่งคดีแก๊งภัยการเงิน “ปลากระเบน” ให้อัยการพิจารณาแล้ว

จับกุม ปลากระเบน Shut Down Stingray
ภาพจาก สำนักงาน กสทช.

ตำรวจไซเบอร์ ส่งสำนวนคดี Shutdown False Base Station (FBS) หรือ Stingray IMSI Catcher อุปกรณ์ก่อภัยการเงิน “ปลากระเบน” ไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายแล้ว

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ชี้แจงความคืบหน้าคดี Shutdown False Base Station (FBS) หรือ Stingray IMSI Catcher กรณีมิจฉาชีพสวมรอยธนาคารกสิกรไทยส่งข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์ปลอมหลอกลวงเหยื่อให้ติดตั้งแอปพลิเคชั่นควบคุมโทรศัพท์มือถือ

พ.ต.อ.กฤษณะระบุว่า ตามที่มีผู้เสียหายหลายรายได้รับข้อความสั้น (SMS) จากมิจฉาชีพซึ่งแอบอ้างเป็นธนาคารกสิกรไทย จำกัด พร้อมกับข้อความในลักษณะว่า กำลังถูกเข้าสู่ระบบธนาคารจากอุปกรณ์อื่น ทำให้ผู้ที่ได้รับข้อความดังกล่าวตกใจกลัว แล้วถูกหลอกให้กดลิงก์เพื่อทำการติดตั้งแอปพลิเคชั่นผ่านเว็บไซต์ของธนาคารปลอม ทำให้มิจฉาชีพสามารถควบคุมโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายได้แล้วทำการโอนเงินออกจากบัญชีนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางรถยนต์ 4 คัน ที่มีการติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ซึ่งประกอบไปด้วย 1.แบตเตอรี่ (battery) 2.สายอากาศ (Antenna) 3.เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (Laptop) และ 4. IMSI-Catcher หรือ Stingray ส่ง พงส.บก.สอท.1 ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีดังกล่าว พงส.บก.สอท.1 ได้ทำการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 66 ได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ในข้อหา “ ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6, 11

เป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร ตาม ป.อาญา มาตรา 209 และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1)” ไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปแล้ว

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. ได้เร่งระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิด ตัดวงจรการก่ออาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ขอฝากไปยังเหล่ามิจฉาชีพที่ยังก่อเหตุหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนอยู่ ให้หยุดการกระทำนั้นเสีย ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย ไม่มีละเว้น

นอกจากนี้แล้วฝากเตือนไปยังประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว เมื่อท่านได้รับข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์อ้างว่ามาจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะเป็นข้อความที่ถูกส่งเข้ากล่องข้อความเดียวกับหน่วยงานนั้น ๆ เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถปลอมแปลงชื่อผู้ส่งได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันทุกธนาคารได้ยกเลิกการส่งข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์ไปยังประชาชนแล้ว

หากท่านได้รับข้อความใด ๆ เชื่อได้ว่าเป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน และไม่ว่ามิจฉาชีพจะมาในรูปแบบใดก็ตาม ให้ระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ โดยหากพบเห็นข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์เข้ามาในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเตือนไปยังบุคคลใกล้ชิด และหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานนั้น ๆ ให้ช่วยตรวจสอบทันที เพื่อลดการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ก่อนหน้านี้ นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยเกี่ยวกับภัยการเงินใหม่ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า แนวโน้มความเสียหายจากแอปดูดเงิน พบว่าในไตรมาสที่ 1/2566 เริ่มลดลง และกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

เนื่องจากมีภัยการเงินรูปแบบใหม่ โดยการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาในการพัฒนาแอปดูดเงิน โดยผ่านการส่งข้อความ (SMS) ผ่านเสาส่งสัญญาณมือถือปลอม (False Base Station) หรือที่เรียกว่า “ปลากระเบน”

โดยตัวเลขความเสียหายจากแอปดูดเงิน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงมิถุนายน 2566 เป็นดังนี้

  • ธันวาคม 2565 จำนวน 182 ล้านบาท
  • มกราคม 2566 จำนวน 185 ล้านบาท
  • กุมภาพันธ์ 2566 จำนวน 161 ล้านบาท
  • มีนาคม 2566 จำนวน 135 ล้านบาท
  • เมษายน 2566 จำนวน 116 ล้านบาท
  • พฤษภาคม 2566 จำนวน 200 ล้านบาท
  • มิถุนายน 2566 จำนวน 173 ล้านบาท

สำหรับมาตรการจัดการภัยทางการเงินของไทยดังกล่าว มีความสอดคล้องตามมาตรฐานสากลและการดำเนินการของสถาบันการเงินในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และฮ่องกง โดยในบางมาตรการของไทยมีการกำหนดเพิ่มเติม เช่น การจำกัด mobile banking ของแต่ละสถาบันการเงินให้ใช้ได้ใน 1 อุปกรณ์ การยกระดับการยืนยันตัวตนด้วย biometrics มาตรการรักษาความปลอดภัยบน mobile banking เพื่อป้องกันแอปพลิเคชั่นดูดเงิน


ทั้งนี้ หากประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง มีคำแนะนำดังนี้

  1. ตั้งสติ และหยุดการติดต่อกับมิจฉาชีพทันที
  2. ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินที่ใช้บริการทันที ผ่านช่องทาง call center hotline ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสาขาภายในเวลาทำการ เพื่อระงับธุรกรรมหรือบัญชีชั่วคราวของผู้เสียหายและบัญชีปลายทาง
  3. แจ้งความอย่างรวดเร็วภายใน 72 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.com ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจแจ้ง สง. ขยายระยะเวลาการระงับธุรกรรมหรือบัญชีต่ออีก 7 วัน เพื่อสืบสวน สอบสวนและออกหมายอายัดบัญชีต่อไป