ย้อนรอยแนวคิดการสร้าง “Startup Nation” ของ “อิสราเอล” เพื่อรับมือสงคราม จุดสิ้นสุดของยุคข้อมูลข่าวสาร สู่สงครามไซเบอร์
ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางปัจจุบันขณะนี้ ทำให้ “อิสราเอล” เป็นประเทศที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหลายแง่มุม นอกจากความกังวลว่าสงครามภายในอิสราเอลจะลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกหรือไม่แล้ว หลายสายตายังมองไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจลุกลาม เพราะอิสราเอลก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคส่วนเทคโนโลยี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอลเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อาวุธ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่นเดียวกับภาคการธนาคาร บริษัทยาเวชภัณฑ์ และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “บริษัทไซเบอร์”
บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในอิสราเอล คือ กลุ่มธนาคาร การเงินและประกันภัย เช่น Bank Leumi, Bank Hapoalim, Bank Ramat Gan รองลงมา คือ บริษัทยา Teva Pharmaceutical Industries บริษัทชิปปิ้ง ZIM และกลุ่มการเงินและประกันภัย อย่าง Migdal Insurance, Phoenix Holdings และ Harel Insurance เป็นต้น
บริษัทอันดับท็อป 10 ที่ติดมาคือ Check Point Software Technologies Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติที่ให้บริการด้สนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ก่อตั้งโดยชาวอิสราเอลในปี 1993 ให้บริการซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ สำหรับการรักษาความปลอดภัยด้านไอที รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย การรักษาความปลอดภัยเครื่องปลายทาง การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ ในปี 2564 บริษัทมีพนักงานประมาณ 6,000 คนทั่วโลก
จากข้อมมูลของบริษัทนี้ นำไปสู่ความน่าสนใจอีกประการ คือ การพัฒนาระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในภาค “เอกชน” ในประเทศอิสราเอล เริ่มต้นมากว่า 40 ปีแล้ว นับตั้งแต่คอมพิวเตอร์เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้กำหนดทิศทางของสงครามยุคใหม่ที่ไม่ใช่ สงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ Information War อีกต่อไป แต่เป็น สงครามไซเบอร์ ที่ภัยคุกคามสร้างความเสียหายมหาศาลยิ่งกว่า
กองทัพยูนิคอร์น
ปัจจุบัน อิสราเอล มีบทบาทสำคัญในโลกไซเบอร์ อิสราเอลเป็นประเทศเดียวในโลกที่ วิชาไซเบอร์ เป็นวิชาสำหรับการสอบเข้าศึกษาเมื่อจบมัธยมปลาย การสนับสนุนจากรัฐบาลได้สร้างอุตสาหกรรมไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง และจำนวนบริษัทไซเบอร์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงยูนิคอร์น (บริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ)
ในปี 2020 การส่งออกผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เชิงป้องกันโดยตรงของอิสราเอล มีมูลค่า 6.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 5-10% ของตลาดไซเบอร์ของพลเรือนทั่วโลก
ในการนี้จะต้องเพิ่มการระดมทุน 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ประมาณ 20 ครั้งมูลค่า 4.7 พันล้านเหรียญ เมื่อดูการลงทุนทั่วโลกในภาคธุรกิจไซเบอร์ ปรากฎว่า 31% มุ่งไปที่อิสราเอล
ในปี 2020 บริษัทไซเบอร์ของอิสราเอล 5 แห่ง กลายเป็น “ยูนิคอร์น” ในโลก ส่งผลให้อัตราของบริษัทยูนิคอร์นในอิสราเอลอยู่ที่ 33% ของจำนวนทั้งหมดในโลก
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ภาคธุรกิจไซเบอร์ของอิสราเอล ได้รับส่วนแบ่งการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็น 46% แซงหน้าสหรัฐอเมริกา
การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ และ “สตาร์ทอัพ” ไม่ได้เกิดเพราะต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญ คือ รัฐบาลอิสราเอลเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ และการคาดการณ์รับมือทำไม่ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนอแปลงรวดเร็ว
ดังนั้น การสร้าง “คน” ที่พร้อมจะช่วย “รับมือ” หรือ “รู้วิธีรับมือ” กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้่นได้ทุกเมื่อจึงสำคัญที่สุด ด้วยวิธีคิดนี้ทำให้ “อิสราเอล” เป็นประเทศแรกในโลกที่วางระบบนิเวศเทคโนโลยีบนพื้นฐานของความมั่นคงไซเบอร์ ก่อนการคิดถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

จากสงครามข้อมูลข่าวสาร สู่สงครามไซเบอร์
ย้อนไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในทศวรรษที่ 1980 คอมพิวเตอร์พึ่งเป็นที่รู้จักและถูกใช้งานจำกัด โดยเฉพาะในด้านการทหาร ความมั่นคง ราชการ หรือองค์การขนาดใหญ่ ยิ่งคำว่า “ไซเบอร์” ยิ่งแทบไม่มีคนรู้จัก
ศาสตราจารย์ อิซัค เบน-อิสเรล (Isaac Ben-Israel) ผู้เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางทหาร นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ ประธานขององค์การอวกาศอิสราเอล และสภาวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ (Israeli Space Agency and the National Council for Research and Development) ได้เรียบเรียงเรื่องราวการพัฒนาด้านความมั่นคงไซเบอร์บนนิตยสารฟอร์บส์ ออนไลน์ อย่างน่าสนใจ
“ผู้ออกแบบหลักการสงคราม และด้านความปลอดภัยของอิสราเอล เข้าใจว่าอิสราเอลซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดในตะวันออกกลาง อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตีทางไซเบอร์ ดังนั้นในเวลานี้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เราจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่เตรียมตัวรับมือสงครามไซเบอร์ในอนาคต”
เขากล่าวว่า แม้เทคโนโลยีไซเบอร์ไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในอิสราเอล 40 ปีที่แล้ว ประเทศต่างๆ เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ (และอิสราเอล) ใช้เทคโนโลยีไซเบอร์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านข่าวกรองและความปลอดภัย แต่อิสราเอลเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุญาตให้การใช้เทคโนโลยีไซเบอร์เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมพลเรือน และเปิดกว้างต่อด้านต่างๆ เช่น การวิจัยทางวิชาการ การศึกษา ธุรกิจ และอื่นๆ
“ภัยคุกคามทางไซเบอร์” กลายเป็นที่รู้จักของทุกคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การแฮ็กเข้าสู่ฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของรัฐบาล ขโมยเงินผ่านคำสั่งธนาคารปลอม การขโมยร่หมายเลขบัตรเครดิต การเข้ารหัสและ “ล็อค” เว็บไซต์เพื่อเรียกค่าไถ่
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ทำลายทรัพย์สินสำคัญอย่าง การปิดโรงไฟฟ้าและสร้างความเสียหาย การกระทบต่อระบบขนส่งทางทะเลและทางอากาศ การสร้างความเสียหายให้กับโรงงานที่มีความละเอียดอ่อน (เช่น เครื่องหมุนเหวี่ยงในโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านในเมืองนาทานซ์) การจารกรรมข้ามพรมแดนและการจารกรรมเชิงพาณิชย์ การเผยแพร่ข่าวปลอมผ่านทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโซเชียลเพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของประชาชน และอื่น ๆ อีกมากมาย
ประมาณหนึ่งทศวรรษที่แล้ว คำว่า “ไซเบอร์” เป็นที่รู้จักของคนจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะผู้ที่มาจากองค์กรด้านการป้องกันและข่าวกรอง ตัวอย่างเช่น เมื่อทศวรรษที่แล้ว ไม่มีมหาวิทยาลัยในโลกที่สามารถศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้
ในตอนแรกของพัฒนาการด้านความมั่นคงไซเบอร์ แน่นอนว่าภารกิจของหน่วยข่าวกรอง คือ การรวบรวมข้อมูลภัยคุกคามหน่วยข่าวกรองจึงจัดการกับการจารกรรม การดักฟังการสนทนา การลาดตระเวน และอื่นๆ อยู่เสมอ
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นำไปสู่การเปลี่ยนแผงสวิตช์โทรศัพท์จากสวิตช์เชิงกลไปเป็นเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์
ในขณะเดียวกัน สื่อคอมพิวเตอร์ก็กลายเป็นวิธีการหลักในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล หน่วยข่าวกรองจึงต้องค้นหาวิธีแฮ็กเข้าสู่คอมพิวเตอร์คนอื่น เพื่อทำภารกิจแบบเดิมๆ ต่อไป ดังนั้นความปลอดภัยของข้อมูล จึงเป็นการปกป้องข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ กระบวนการปกป้องค่อยๆ พัฒนาขึ้นเช่นเดียวกับภัยคุกคามที่พยายามแฮ็กคอมพิวเตอร์
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายการสื่อสาร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักการสงครามของกองทัพขั้นสูง
กองทัพสหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ก็มีการกำหนดหลักการสงครามแบบใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนเสาหลัก 4 ประการ หนึ่งในนั้นคือ “สงครามสารสนเทศ” จุดประสงค์คือการขัดขวาง บิดเบือน และป้องกันการใช้ข้อมูลที่ศัตรูของเราต้องการในการต่อสู้ (พร้อมกับการรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยจากฝั่งของเราเอง)
ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาก้าวกระโดดของ “ชิป” ขนาดเล็กขนใส่ในแพลตฟอร์มในการสู้รบ(miniaturization of computer) ทำให้เกิดการนำคอมพิวเตอร์นำทางไปใช้เพื่อวางระเบิด ทั้งบนเครื่องบิน บนเรือ และในรถถัง การย่อขนาดทำให้ชิปคอมพิวเตอร์อยู่ภายในตัวอาวุธ เป็นการเปิดยุคของอาวุธอัจฉริยะ
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 การพัฒนา “ไมโครชิป” นี้ทำให้กองทัพสำรวจความเป็นไปได้ของการใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ (ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอแล้วสำหรับวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูล) เป็นอาวุธได้
ตัวอย่างเช่น การโจมตีเครื่องบินข้าศึก สามารถทำให้เกิดความเสียหายด้วยการรบแบบดั้งเดิม คือ ยิงด้วยปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานหรือขีปนาวุธ แต่ในขณะเดียวกัน เราสามารถก่อกวนการทางอิเล็กทรอนิกส์โดยการรบกวนคอมพิวเตอร์บนเครื่องบินด้วย “ไวรัส” นี่คือ “สงครามอิเล็กทรอนิกส์”

รับมือภัยคุกคามไซเบอร์
ในไม่ช้า จะเห็นได้ชัดว่า การใช้ไซเบอร์เป็นอาวุธในสนามรบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การโจมตีคอมพิวเตอร์ของระบบพลเรือนนั้นง่ายกว่า
ข้อสังเกตนี้ทำให้ผู้ออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยด้านกลาโหมของอิสราเอลเข้าใจว่า อิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศที่มีพลเรือนใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดในตะวันออกกลาง มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี หลายภาคส่วนจึงได้ร่วมกันผลักดันรัฐบาลอิสราเอลในปี 2545 ให้จัดตั้ง “หน่วยงานรักษาความปลอดภัยข้อมูล” เพื่อดูแลและปกป้อง โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โรงงานผลิตไฟฟ้า ระบบประปา และอื่นๆ นี่คือสาเหตุที่อิสราเอลกลายเป็นประเทศแรกในโลก (20 ปีที่แล้ว) ที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงครามไซเบอร์ในอนาคต
การโจมตีในอดีต เคยเสียหายแค่ในเชิงระบบ แค่รบกวนตัวควบคุมคอมพิวเตอร์ และโจรกรรมข้อมูลไป แต่ตัวควบคุมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันพัฒนาไปมากจนการก่อกวนระบบทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ทางกายภาพได้จริง ไม่ใช่พื้นที่ของข้อมูล
การโจมตี โรงงานยูเรเนียมในอิหร่าน เมื่อปี 2010 จนล่มสลาย เป็นครั้งแรกที่โลกกว้างเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะสร้างความเสียหายทางกายภาพจากการโจมตีทางไซเบอร์ และเป็นประจักษ์พยานว่า ยุคของการปกป้องข้อมูลจบลงแล้ว และยุคของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้เริ่มต้นขึ้น
ดังนั้นจึงมีการสร้างสมมติฐานหลายรูปแบบเพื่อเสนอรัฐบาล
ประการแรก คือ การเสนอว่าการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นั้นรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงสูงมาก จนเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามในอนาคต
ประการที่สอง คือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นด้านมืดของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตของเรา จำนวนช่องโหว่ใหม่และโอกาสในการโจมตีทางไซเบอร์ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
สมมติฐานประการที่สาม คือ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เจาะเข้ามาทุกด้านในชีวิตของเรา การปฏิบัติทางไซเบอร์จึงต้องมีความครอบคลุมหลายสาขาวิชา โดยเนื้อแท้ โซลูชั่นทางไซเบอร์มักจะเป็นเทคโนโลยี แต่ปัญหาแทบไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่คำนึงถึงจิตวิทยาของผู้ใช้ พฤติกรรมของมวลชน การสร้างความไว้วางใจจากผู้ใช้ รวมถึงอุดมการณ์และค่านิยมที่ขัดแย้งกัน เช่น ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ปัญหาด้านกฎหมายและกฎระเบียบ และอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้นทางออกเดียวคือการสร้างระบบนิเวศทั้งหมด “ที่จะรู้” วิธีจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ใหม่ๆ ที่คาดเดาไม่ได้ การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยผู้มีความรู้ที่จะเข้าใจสถานการณ์ และเทคโนโลยีจำนวนมาก แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็ทำให้มีความพร้อมที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หรือกล่าวคือ ต้องสามารถกำกับสตาร์ทอัพไซเบอร์ได้ตรง
จึงมีการกำหนดกรอบ นโยบาย และการพัฒนาในการศึกษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจำลองต่าง ๆ และในปี 2011มีการจัดตั้ง Cyber Bureau สำนักงานไซเบอร์แห่งชาติ ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่าภารกิจไม่ใช่การป้องกันการโจมตี แต่เป็นการกำกับดูแล การวางแผน และการดำเนินการสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งหมด และมีการขยายขนาดในปี 2015 มีการเพิ่มการคุ้มครองพื้นที่ไซเบอร์พลเรือน ต่อมาได้รวมเข้ากับสำนักงานใหญ่ทางไซเบอร์เป็นองค์กรเดียวที่เรียกว่า Israel National Cyber Directorate
การเคลื่อนไหวครั้งต่อไป
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไม่ได้หยุดนิ่ง คงไม่นานที่เราจะก้าวกระโดดครั้งต่อไปไปสู่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม โลกแห่งเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IOT) และอื่นๆ
นอกจากนี้ การพัฒนาในด้านอัลกอริธึมการเรียนรู้ ได้ก่อเกิดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถรวมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้
แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถทำได้หากไม่มี “ระดับความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต่ำ” หากไม่ดำเนินการกับการละเมิดความปลอดภัยอย่างจริงจัง ‘ผู้ร้าย’ จะสามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาทั้งหมดนี้เพื่อการก่อการร้าย อาชญากรรม และความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้
อนาคตจึงจำเป็นต้องมีระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นต่ำที่จะช่วยให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเหล่านี้ได้ทั้งหมด เราอยู่ในยุคเริ่มต้นที่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่จุดสิ้นสุดในตัวเอง ในความเป็นจริงมันเป็นเทคโนโลยี “เปิด” ที่เราไม่สามารถกำหนดทิศทางที่ต้องการได้