มพบ. แฉซอยแคบกรุงเทพฯ เสี่ยงซ้ำรอยคลองถม จี้ กทม. เบรกกลุ่มทุนสวมสิทธิ์สร้างตึกสูง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดแผลวิกฤตอสังหาฯ รุกซอยแคบไม่ถึง 6 เมตร ทั้งประดิพัทธ์-รัชดา-พหลโยธิน หวั่นเป็นระเบิดเวลาอัคคีภัยซ้ำรอยคลองถมเซ็นเตอร์ ค้านแก้กฎกระทรวงควบคุมอาคารฉบับที่ 33 ชี้เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ จี้ กทม. ทบทวนผังเมืองรวมด่วน
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) จากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในย่านชุมชนเก่า เช่น บริเวณคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ซอยแคบ” คืออุปสรรควิกฤตที่ทำให้รถดับเพลิงขนาดใหญ่และเจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ทันท่วงที ในขณะเดียวกัน พื้นที่ซอยย่อยหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ เช่น ประดิพัทธ์ 21 และ 23, รัชดา 44, และพหลโยธิน 37 กำลังเผชิญกับการรุกรานของทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เข้ามาสร้างคอนโดมิเนียมและตึกสูงทั้งที่สภาพถนนสาธารณะจริงกว้างไม่ถึง 6 เมตรตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งบ้านเรือนข้างเคียงแตกร้าว มลพิษทางเสียงและฝุ่นละออง รวมถึงความเสี่ยงอัคคีภัยในอนาคต
แม้ที่ผ่านมาจะมีการเคลื่อนไหวในรัฐสภาโดยการยื่นญัตติด่วนเพื่อจี้แก้ไขปัญหาสาธารณภัยในเขตเมืองเก่า รวมถึงการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อระงับการก่อสร้างในบางพื้นที่แต่สถิติล่าสุดกลับพบว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ ซ้ำร้ายยังมีความพยายามในการแก้ไขกฎกระทรวงควบคุมอาคาร ฉบับที่ 33 เพื่อปรับนิยามเขตทาง ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่าเป็นการลดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวว่า“ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตเมืองโดยเฉพาะในซอยแคบที่ต้องเผชิญกับการก่อสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างบ้านเรือนในบริเวณนั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เรากังวลใจที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบและควบคุมอย่างเข้มงวด ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเสนอให้
กทม. มีมาตรการเชิงรุก ในการตรวจสอบอาคารเก่า เรื่องความปลอดภัย และระบบป้องกันอัคคีภัย, เสนอให้ กทม ทบทวนผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น ๆ อีก เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ถูกนำไปใช้ในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ได้แก่ การกำหนดระยะความกว้างของถนนสาธารณะให้มีความสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่อาคาร และเสนอให้ กทม มีการจัดสรรถังดับเพลิงในชุมชน รวมทั้งมีระบบติดตามตรวจสอบวันหมดอายุติดตามวันหมดอายุและสถานะของถังดับเพลิงในชุมชนแบบเรียลไทม์ นางนฤมล ยืนยันในตอนท้ายว่า ความเจริญเติบโตของเมืองควรดำเนินไปควบคู่กับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัยเดิม
นอกจากนี้ ในมิติด้านผังเมือง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ยังได้ร่วมมือกับ นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ในการเดินหน้าผลักดันและนำเสนอข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง
โดยเน้นย้ำให้ภาครัฐปรับปรุงข้อกำหนดผังเมืองให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ ชุมชน และข้อจำกัดของซอยแคบ เพื่อไม่ให้ผังเมืองฉบับใหม่กลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ทุนอสังหาริมทรัพย์ จนละเลยมิติด้านความปลอดภัยและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนดั้งเดิมในพื้นที่ ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันจับตาและติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ และคุ้มครองสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของทุกคนอย่างเท่าเทียม