4 เมืองนี้ มีพื้นที่หน่วงน้ํา ซ้อมลดเน็ต ฝึกทักษะออฟไลน์ รับมือน้ำท่วม
น้ำท่วม เป็นโจทย์ร่วมของเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะ 4 เมืองนี้
สิงคโปร์ใช้เซ็นเซอร์วัดระดับน้ํากว่า 1,000 จุดและกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจจับน้ําแบบเรียลไทม์ โคเปนเฮเกนเปลี่ยนสวนสาธารณะและถนนบางส่วนให้หน่วงน้ำชั่วคราว โตเกียวลงทุนในอุโมงค์รับน้ําใต้ดินขนาดใหญ่ และไทเป ปรับพื้นเมืองให้เป็นฟองน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง
สิงคโปร์ เมืองเซ็นเซอร์
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่เผชิญความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากมีฝนตกตลอดทั้งปี ประกอบกับพื้นที่ประมาณ 30% ของประเทศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยไม่ถึง 5 เมตร ทำให้รัฐบาลลงทุนพัฒนาระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

PUB หน่วยงานจัดการบริหารน้ำแห่งชาติของสิงคโปร์ ใช้ระบบติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ โดยติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำมากกว่า 1,000 จุดตามคลองและทางระบายน้ำ พร้อมกล้องวงจรปิดมากกว่า 500 ตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามพื้นที่เสี่ยงได้จากศูนย์ควบคุม
ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับเครื่องวัดปริมาณฝนและเรดาร์ตรวจจับสภาพอากาศ โดยเรดาร์ X-band ถูกนำมาใช้ประเมินทิศทางและความรุนแรงของฝนในระยะสั้น ช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งกำลังเข้าไปยังพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมได้รวดเร็วขึ้น
สิงคโปร์ยังมีแผนเพิ่มเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำอีกประมาณ 650 จุดภายในสิ้นปี 2571 เพื่อเพิ่มความละเอียดของข้อมูลในระบบระบายน้ำทั่วประเทศ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ขยายและปรับปรุงคลอง ท่อระบายน้ำ และโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม ควบคู่กับระบบตรวจวัด ส่งผลให้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมลดลงจากประมาณ 3,200 เฮกตาร์ในช่วงปี 1970 เหลือน้อยกว่า 25 เฮกตาร์ในปัจจุบัน
โคเปนเฮเกน เมืองหน่วงน้ำ
เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ปรับแนวทางจัดการน้ำท่วมครั้งใหญ่ หลังเหตุฝนตกหนักเมื่อปี 2554 สร้างความเสียหายให้กับเมืองคล้ายกันกับประเทศไทย ก่อนนำไปสู่การพัฒนา Cloudburst Management Plan หรือแผนจัดการฝนตกหนัก

เมืองวางโครงการหลายร้อยโครงการเพื่อกระจายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยนำโครงสร้างบนพื้นดินและใต้ดินมาใช้ร่วมกัน ทั้งถนน สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว คลอง ท่อ และอุโมงค์ระบายน้ำ
พื้นที่สาธารณะบางแห่งได้รับการออกแบบให้มีหลายหน้าที่ ในวันปกติสามารถเป็นสวน ลาน หรือพื้นที่พักผ่อนของประชาชน เมื่อเกิดฝนตกหนัก พื้นที่เดียวกันสามารถรองรับน้ำชั่วคราว ชะลอปริมาณน้ำที่จะเข้าสู่ระบบท่อ และระบายออกภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย
ถนนบางเส้นถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำในกรณีฝนตกหนัก เพื่อควบคุมทิศทางของน้ำและลดการไหลเข้าสู่บ้านเรือนหรือพื้นที่เศรษฐกิจ
หนึ่งในโครงการดังกล่าวคือการปรับปรุงพื้นที่ Strandboulevarden ซึ่งมีทั้งพื้นที่สีเขียว แอ่งรับน้ำ และพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดิน รองรับน้ำได้ประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตร ก่อนส่งต่อเข้าสู่ระบบระบายน้ำ
โมเดลของโคเปนเฮเกนเพิ่มบทบาทให้พื้นที่สาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำของเมือง และช่วยลดภาระของระบบท่อในช่วงที่ฝนตกหนักพร้อมกันหลายพื้นที่
แนวทางลักษณะนี้สามารถทำให้มีพื้นที่รับและหน่วงน้ำเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่เหล่านั้นยังสามารถใช้งานต่อได้ตามปกติในช่วงที่ไม่มีฝน
โตเกียว เมืองอุโมงค์ลึก 50 เมตร
ญี่ปุ่นใช้โครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน ในการจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่มหานครโตเกียวและจังหวัดโดยรอบ ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มและประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น
หนึ่งในโครงสร้างที่เป็นที่รู้จักคือ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel ในจังหวัดไซตามะ ระบบผันน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สร้างลึกลงไปใต้พื้นดินประมาณ 50 เมตร

ระบบประกอบด้วยปล่องรับน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์ใต้ดิน ทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำสายต่าง ๆ ในพื้นที่ แล้วส่งไปยังถังควบคุมแรงดันขนาดใหญ่ ก่อนสูบและระบายลงสู่แม่น้ำเอโดะกาวะ
เป้าหมายคือควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำสายเล็กและสายกลางในช่วงที่มีฝนตกหนัก ลดโอกาสที่น้ำจะล้นตลิ่งเข้าสู่ชุมชนและเขตเมือง
การนำพื้นที่ใต้ดินมาใช้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารน้ำในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินบนผิวเมือง และทำให้โครงสร้างรับน้ำสามารถทำงานควบคู่กับถนน อาคาร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านบนได้
ไทเป เมืองฟองน้ำ
ไทเป ประเทศไต้หวันนำแนวคิด Sponge City หรือ เมืองฟองน้ำ มารับมือฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยเพิ่มความสามารถของพื้นที่เมืองในการดูดซับ กักเก็บ และชะลอน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน
แนวคิดดังกล่าวถูกผลักดันเป็นนโยบายเมืองฟองน้ำของไทเปตั้งแต่ปี 2558 โดยต่อยอดจากการจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำที่ช่วยเก็บน้ำ การลดปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ตอนกลาง ไปจนถึงระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำ
ไทเปเพิ่มพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ตามสวน ทางเท้า โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสร้างพื้นที่หน่วงน้ำ เพื่อให้พื้นที่ในเมืองช่วยรองรับน้ำฝนได้มากขึ้น ก่อนทยอยส่งน้ำเข้าสู่ระบบระบายน้ำ
เมืองยังใช้พื้นที่ใต้ดินเพิ่มความสามารถในการรับน้ำ เนื่องจากการหาที่ดินใหม่ในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูงทำได้จำกัด โดยมีการนำพื้นที่ใต้สวนและโครงสร้างใต้ดินบางแห่งมาพัฒนาเป็นพื้นที่กักเก็บหรือหน่วงน้ำ

อีกโครงการสำคัญคือ Dunbei Underground Drainage บริเวณถนนตุนฮว่าเหนือ ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 2569 เป็นโครงสร้างกักเก็บน้ำใต้ดินที่สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 32,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในช่วงฝนตกหนัก และลดความเสี่ยงน้ำท่วมบริเวณถนนตุนฮว่าเหนือและพื้นที่โดยรอบไทเปอารีนา
แนวทางเมืองฟองน้ำของไทเปจึงเพิ่มบทบาทให้พื้นที่เดิมของเมือง ตั้งแต่สวน พื้นที่สาธารณะ พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ ไปจนถึงพื้นที่ใต้ดิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบท่อระบายน้ำเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ไต้หวันยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของเมืองเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยในการฝึกซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติในเขตเมืองประจำปี 2569 มีการจำลองภาวะทรัพยากรการสื่อสารตึงตัว ด้วยการลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเหลือ 256 KB เป็นเวลา 30 นาที เพื่อทดสอบระบบสำรองภาครัฐและบริการสาธารณะที่จำเป็น
ระหว่างการฝึกซ้อม อินเทอร์เน็ตบ้านและ Wi-Fi ยังคงใช้งานได้ตามปกติ ขณะที่สายด่วนฉุกเฉิน 110 และ 119 รวมถึง SMS ยังคงเปิดให้บริการ เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและบริการฉุกเฉินสามารถทำงานต่อได้เมื่อเมืองเผชิญวิกฤต