เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘พชร’ แนะ รัฐบาล ใช้โอกาส IMF-World Bank วาง Position ประเทศไทย ชี้ประโยชน์ 4 ด้านที่ควรได้รับ
News ‘พชร’ แนะ รัฐบาล ใช้โอกาส IMF-World Bank วาง Position ประเทศไทย ชี้ประโยชน์ 4 ด้านที่ควรได้รับ
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท รูปพรรณขายออก 67,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท รูปพรรณขายออก 67,400 บาท
ส่องหุ้น 7 แบงก์จ่อประกาศงบฯ Q3-กำไรวูบ
Finance ส่องหุ้น 7 แบงก์จ่อประกาศงบฯ Q3-กำไรวูบ
‘ไทย – ติมอร์ เลสเต’ ร่วมมือ 5 ด้าน ขยายตลาดอาหารสินค้าเกษตร ดันเที่ยวบินตรง
Politics ‘ไทย – ติมอร์ เลสเต’ ร่วมมือ 5 ด้าน ขยายตลาดอาหารสินค้าเกษตร ดันเที่ยวบินตรง
‘Meta’ สั่งแบนโฆษณา ‘TikTok’ บนเฟซบุ๊ก-ไอจี ในหลายประเทศรวมไทย
Tech ‘Meta’ สั่งแบนโฆษณา ‘TikTok’ บนเฟซบุ๊ก-ไอจี ในหลายประเทศรวมไทย
WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
Economic WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
Business ‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
Real Estate แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
ดูทั้งหมด

‘พชร’ แนะ รัฐบาล ใช้โอกาส IMF-World Bank วาง Position ประเทศไทย ชี้ประโยชน์ 4 ด้านที่ควรได้รับ

09 ต.ค. 2569 | 13:06น.

กรรมการ ก.ล.ต. แนะ รัฐบาล ใช้โอกาสประชุม IMF-World Bank 2026 วาง Position ประเทศไทย ชี้ ประโยชน์ 4 ด้านที่ไทยควรได้รับ มองไทยมีจุดแข็งที่หายาก คือการเป็นที่ไว้วางใจได้ของทุกฝ่าย

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ให้ความเห็นถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2534 โดยระบุว่าไม่ควรมองเพียงว่าไทยเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ได้สำเร็จแต่ควรมองว่าไทยกำลังมีโอกาสคุยกับคนที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาเดียวกัน

นายพชรกล่าวว่า แนวทางที่รัฐบาลเตรียมเสนอตัวเป็น “Trusted Connector” ในฐานะประเทศ Middle Power ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับจุดแข็งที่แท้จริงของไทย

“ไทยไม่ใช่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะไปแข่งกำหนดกติกาโลกเหมือนสหรัฐฯ หรือจีน แต่ไทยมีจุดแข็งที่หายาก คือการเป็นที่ไว้วางใจได้ของทุกฝ่าย ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และประเทศในอาเซียนด้วยกันเอง การวางตัวเป็นผู้เชื่อมโยงจึงเป็นบทบาทที่เหมาะกับสถานะ Middle Power ของเรามากที่สุด” นายพชรกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับธีมหลักที่รัฐบาลเตรียมนำเสนอผ่านพาวิลเลียนประเทศไทยภายใต้แนวคิด “New Horizon: 7 Decades of Building Resilience and Empowering People” ซึ่งครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ การทูตแบบ Middle Power ความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมอายุยืน

อย่างไรก็ตาม นายพชรเตือนว่า คำว่า “Trusted” ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา “จะบอกว่าเราเป็น Trusted Connector ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ไทยต้องตอบคำถามที่นักลงทุนถามอยู่ตลอดให้ได้ก่อน เช่น ปัญหานอมินีต่างชาติ ความโปร่งใสของห่วงโซ่การผลิต หรือความชัดเจนของกรอบกำกับดูแล AI และ data center ถ้าโครงสร้างภายในยังมีช่องโหว่เหล่านี้อยู่ คำว่า Trusted ก็จะเป็นแค่คำที่ฟังดูดี แต่ไม่มีน้ำหนักจริงเมื่อนักลงทุนกลับไปทำการบ้านต่อ” นายพชรกล่าว

นายพชรเสนอว่า ไทยควรใช้เวทีนี้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเจ้าบ้าน โดยยกตัวอย่างประโยชน์ที่ควรเกิดขึ้นจริงอย่างน้อย 4 ด้าน

ด้านแรกคือการใช้เวทีนี้พูดคุยเรื่องเศรษฐกิจไทยกับเจ้าของมาตรฐานโดยตรง เพราะ IMF มีบทบาทประเมินเศรษฐกิจมหภาคของประเทศสมาชิกทั้งเรื่องการเติบโต เงินเฟ้อ การคลัง และหนี้สาธารณะ ซึ่งปีนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลวางแผนกู้เงินถึง 1.26 ล้านล้านบาท และกระทรวงการคลังคาดว่าหนี้สาธารณะจะขึ้นไปใกล้ 70% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2570 เวทีนี้จึงเป็นโอกาสอธิบายว่าไทยจะบริหารการเติบโตควบคู่กับวินัยการคลังอย่างไร

ด้านที่สองคือการใช้เวทีนี้ดูทิศทางเงินทุนโลก เพราะ agenda ปีนี้ครอบคลุมทั้ง FDI, AI, supply chains, financial stability และ digital public finance ช่วยให้เห็นว่าเงินลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะไปทางไหน อุตสาหกรรมไหนกำลังเกิดใหม่ และประเทศไหนกำลังแย่งเงินลงทุนกับไทย

ด้านที่สามคือการสร้างเครือข่ายระดับรัฐต่อรัฐผ่านการประชุมทวิภาคีคู่ขนาน ซึ่งเป็นพื้นที่คุยเรื่องการค้า การลงทุน และปัญหาเฉพาะประเทศ

ด้านที่สี่คือโอกาสกำหนดประเด็นที่อยากให้โลกฟัง โดยปีนี้ไทยมีทั้งงาน Thailand Special Seminar หัวข้อ “Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth” งานของรัฐมนตรีคลังหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” และการเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Servicesซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือรับมืออาชญากรรมทางการเงินที่น่าจับตาและหวังว่าจะสะท้อนความพยายามในการจัดการเรื่องนี้ของรัฐบาลเป็นพิเศษ

นายพชรเสริมว่า อีกประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อการใช้เวทีนี้ในการสร้างภาพลักษณ์และบรรยากาศที่ดีในการลงทุนในไทย คือเรื่องความเสี่ยงในมุมของนักลงทุน

“ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ คำถามจริงๆ ที่นักลงทุนถามจึงไม่ใช่มีความเสี่ยงไหม แต่คือ ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ คุ้มกับผลตอบแทนที่จะได้หรือไม่ การเป็น Trusted Connector ที่มีความหมายจริงจึงต้องแปลว่าเราให้ risk-adjusted return ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ไม่ใช่แค่บอกว่าเราน่าเชื่อถือลอยๆ” นายพชรกล่าว

นายพชรอธิบายว่า ประเด็นนี้โยงกลับไปที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยตรง เพราะเป็นตัวแปรที่แปลงความเสี่ยงเชิงนามธรรมให้กลายเป็นตัวเลขที่นักลงทุนคำนวณได้จริง ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบาย ความโปร่งใสของกระบวนการกำกับดูแล และความเร็วของกระบวนการทางกฎหมายเมื่อเกิดข้อพิพาท ซึ่งเรื่องนี้คือความพยายามไปดู Ease of Doing Business ปรับเพื่อจะเข้า OECD ของเราอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทำได้มากน้อยแค่ไหน ใครเป็นคนประเมินให้เรา ยังไม่ทราบ

“ถึงตอนนี้ต้องบอกว่านักลงทุนสถาบันที่มาร่วมงานนี้ไม่ได้ตัดสินใจจากการฟังสปีชในที่ประชุมอย่างเดียว เขากลับไปทำการบ้านต่อ ถ้าสิ่งที่เจอไม่ตรงกับภาพที่นำเสนอ ความน่าเชื่อถือที่สร้างไว้ก็จะพังเร็วกว่าที่สร้างขึ้นมาด้วยซ้ำ ดังนั้นงานที่แท้จริงของการเป็น Trusted Connector จึงไม่ได้อยู่ที่ 7 วันของการประชุมแต่อยู่ที่การทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยมีความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงในระยะยาว” นายพชรกล่าวทิ้งท้าย