สตง. ตรวจสอบ Thai PBS พบอะไรบ้าง สรุปข้อสังเกต-คำชี้แจง 2 ฝ่าย
สตง. ตั้งโต๊ะแถลงข้อเท็จจริงผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน Thai PBS ชี้ 4 ประเด็นบกพร่องกรณีจ้างผลิตรายการและจ่ายค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการ ขณะที่ Thai PBS ชี้แจงข้อสังเกตของ สตง. ตั้งคำถามกระบวนการตรวจสอบ และเปิดแผนปฏิรูปองค์กร ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายปีละ 100 ล้านบาท
เป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตา สำหรับกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ช่วงปีงบประมาณ 2565–2568 วงเงินรวมกว่า 5,094.56 ล้านบาท โดยพบข้อบกพร่องในส่วนการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนกว่า 85.22 ล้านบาท พร้อมทั้งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และดำเนินการทางวินัยกับพนักงานและลูกจ้างอีก 10 ราย
ยังไม่รวมถึงหลากหลายคำถามที่ Thai PBS ถูกตั้งคำถามจากสังคมต่อเนื่อง ท่ามกลางการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS ที่กำหนดให้เปลี่ยนแหล่งงบประมาณจากภาษีบาป ปีละ 2,000 ล้านบาท สู่การใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ทั้งเรื่องรายการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง การจ้างพิธีกร จ้างบริษัทภายนอกเพื่อผลิตรายการ และรายการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้วิธีการเฉพาะเจาะจงอยู่หลายครั้ง
ขณะที่ สตง. เอง ถูก Thai PBS ตั้งคำถามกลับถึงกระบวนการในการตรวจสอบ ซึ่งเป็นข้อมูลหลุดและ Thai PBS ในฐานะหน่วยรับตรวจ ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการเปิดเผยเอกสารของ สตง. ที่ส่งถึง Thai PBS ให้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในสังกัด กรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม
และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา สตง. และ Thai PBS ตัดสินใจจัดแถลงในวันเดียวกัน แต่คนละเวลา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยฝั่งของ สตง. จัดแถลงการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Thai PBS ขณะที่ Thai PBS ชี้แจงต่อเนื่องกรณีที่ถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง จนถึงประเด็นการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS
สตง. เปิดข้อเท็จจริง สอบ Thai PBS
สำหรับ สตง. แถลงประเด็นการตรวจสอบทั้งเรื่องการใช้งบประมาณ การประเมินผลสัมฤทธิ์ และ การตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคลและการใช้ทรัพย์สินองค์กร โดยนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมทีมตรวจสอบ
สตง. ระบุว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากบุคลากรภายในไทย PBS ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติ ครม. และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้แต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 3 ด้านหลัก
ด้านที่ 1 : ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Performance Audit) (รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569)
สตง. ระบุว่า แม้ภาพรวมจะบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) แต่พบว่าตัวชี้วัดบางส่วนขาดความต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนไปมา (เช่น สลับระหว่าง PSI Ranking กับ PSI Market Share) ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเมื่อไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ใช้ใช้วิธีเปลี่ยนตัวชี้วัดแทนการแก้ไขปัญหาระบบจัดเก็บและบริหารจัดการรายการ (เช่น ระบบ BMP และ BMS) ยังไม่ครอบคลุมช่องทางออนไลน์อย่างครบถ้วน และยังใช้ระบบแยกส่วนตามสำนักต่างๆ
สตง. เสนอให้ Thai PBS จัดทำแผนพัฒนา ปรับปรุงสถาปัตยกรรมข้อมูลกลางดิจิทัล และเชื่อมโยงการจัดสรรงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง
ด้านที่ 2: การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน (Compliance Audit) (รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569)
สตง. ตั้งข้อสังเกตการจ้างผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” ช่วงปี 2560–2567 ว่าเป็นการจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัทแห่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ พ.ศ. 2561 เนื่องจากมีลักษณะเพียงจ้างใช้อุปกรณ์ และไม่ได้เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีเหตุอันสมควร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2566–2567 พบว่าไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์รองรับการเบิกจ่ายอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้ระเบียบการเงินฯ พ.ศ. 2567 (มีผล 20 ก.ย. 2567) แต่ไม่มีการออกหลักเกณฑ์รองรับการจ่าย ทำให้การเบิกจ่ายในปี 2567 ขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ พ.ศ. 2561 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 65 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายรวมทั้งการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านบาท
ด้านที่ 3 : การตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคลและการใช้ทรัพย์สินองค์กร (อยู่ระหว่างสรุปความเห็นเพื่อออกรายงาน)
ตรวจสอบประเด็นผู้บริหารใช้รถส่วนกลาง ซ้อนทับกับการได้รับเงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่ง (Car Allowance) โดยที่ Thai PBS ยังไม่มีการออกระเบียบการใช้รถส่วนกลางรองรับอย่างถูกต้อง
สำหรับการดำเนินการทางละเมิดและวินัย สตง. แจ้งให้ Thai PBS ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้รับผิดชอบทางละเมิดเพื่อชดใช้ความเสียหาย และสอบสวนวินัยผู้เกี่ยวข้อง โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินการภายใน 120 วัน (สามารถขอขยายได้ไม่เกิน 240 วัน)
หากผลการตรวจสอบพบหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (เช่น ความผิดตามมาตรา 157) สตง. จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนต่อไป
สตง.ตอบคำถาม 3 ปมใหญ่
ในการแถลงข่าว สตง. ตอบคำถามสื่อมวลชน โดยเฉพาะ 3 ปมใหญ่ที่เกิดขึ้น ทั้งประเด็นเอกสารหลุดก่อนการแถลง จังหวะเวลาของการจัดแถลงข่าว และประเด็นการส่งหนังสือถึง Thai PBS เกี่ยวกับการนำเสนอข่าว ตึก สตง. ถล่ม
ประเด็นเอกสารหลุดก่อนการแถลง สตง. ชี้แจงว่า เอกสารที่ปรากฏตามสื่อก่อนวันแถลงเป็นเพียงร่างเอกสารการทำงานธุรการภายในที่ยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่ได้ประทับตราหนังสือรับอย่างเป็นทางการ โดยรายงานผลการตรวจสอบฉบับสมบูรณ์ที่เป็นหนังสือชั้น “ลับ” ถูกลงนามและส่งถึง Thai PBS อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569
สำหรับประเด็นนี้ ประธาน คตง. (คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อตรวจสอบว่าเอกสารหลุดออกไปได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบ
ประเด็นจังหวะเวลาของการแถลงข้อเท็จจริง สตง. ระบุว่า ไม่ได้เป็นการแถลงเพื่อตอบโต้ หรือมีมิติทางการเมือง/การกลั่นแกล้ง
คณะทำงานตรวจสอบบูรณาการได้รับการแต่งตั้งมาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ตามแผนงานปกติหลังได้รับหนังสือร้องเรียน ไม่ได้เพิ่งตั้งขึ้นเพื่อสอดรับกับกระแสข่าวแก้ไขกฎหมาย Thai PBS การตรวจสอบเป็นการระบุความผิดเฉพาะบุคคลตามข้อร้องเรียน ไม่ได้มีเจตนาทำลายหรือดิสเครดิตภาพรวมขององค์กรไทย PBS
ประเด็นกรณีหนังสือเตือนการเสนอข่าวตึก สตง. ถล่ม ขอให้กำกับดูแลการเสนอข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม
สตง. ชี้แจงว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่ามีข้อมูลบางคลิปคลาดเคลื่อน จึงทำหนังสือขอความร่วมมือและชี้แจงตามปกติ ซึ่ง Thai PBS ได้ตอบกลับว่าได้กำกับดูแลตามจรรยาบรรณแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นความโกรธแค้นส่วนตัว หรือใช้การตรวจงบประมาณมาแก้แค้น
Thai PBS แจง 4 ประเด็น-การสรรหารายการ
ฝั่ง Thai PBS มีการแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านดิจิทัล และนายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร เป็นผู้แถลง
โดยประเด็นข้อสังเกตรายประเด็นของ สตง. (ตัวชี้วัด, ระบบออกอากาศ, ค่าตอบแทนวิทยากร, ค่าพาหนะผู้บริหาร) มีการชี้แจง 4 เรื่อง
กรณีตัวชี้วัด (PSI Rating) นายพิเศษ ระบุว่า ปรับเปลี่ยนไปเน้นตัวชี้วัดดิจิทัล/ออนไลน์ เนื่องจากยอดคนดูทีวีลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค
กรณีระบบออกอากาศ (BMP) นายพิเศษ ยอมรับข้อสังเกตว่าเดิมระบบแยกตาม 24 สำนัก/ศูนย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวมเป็นระบบเดียว (One Archive / Single Unit)
กรณีค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการ (85 ล้านบาท) นายพิเศษ ระบุว่า เป็นค่าตอบแทน/ค่ารถวิทยากรครั้งละ 1,000–2,000 บาท รวมสะสม 3 ปี (ปี 66–68) อยู่ภายใต้อำนาจอนุมัติของ ผอ. ตามระเบียบการเงินการคลัง (ปี 2561/2567) ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตหรือสร้างความเสียหาย
กรณีค่าพาหนะ/รถประจำตำแหน่งผู้บริหาร นายพิเศษ ชี้แจงว่าเป็นเงินประจำตำแหน่ง (Allowance) ตามสิทธิบริหาร ไม่ใช่เบิกซ้ำซ้อน ส่วนการใช้รถส่วนกลางใช้เฉพาะกรณีจำเป็นตามข้อยกเว้น/ภารกิจองค์กร (เช่น ไปเป็นหมู่คณะ หรือเขตรัฐสภา) และปัจจุบันผู้บริหารชุดใหม่ได้ออกระเบียบควบคุมชัดเจนแล้ว
นายอดิศักดิ์ ระบุแผนพัฒนาระบบเทคโนโลยีรองรับ อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 ระบบใหญ่ ได้แก่ 1) ระบบ ERP (ศึกษาโดย KPMG คาดเริ่มต้นปีหน้า) 2) ระบบ One Archive System (รวมไฟล์ข่าว/รายการ คาดใช้เวลา 1.5 ปี เพื่อพัฒนาเป็นคลังข้อมูลสาธารณะ) และ 3) ระบบ AI Platform ทั้งองค์กร
ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และกรณีสัญญาผู้ผลิตภายนอก นายอดิศักดิ์ อธิบายกรณีจ้างบริษัท PNY Production ว่าเป็นการจ้าง Outsource ผลิตข่าววิเคราะห์การเมือง/เศรษฐกิจ/ต่างประเทศแบบ Finish Product สิ้นสุดสัญญาแล้วเมื่อปี 2567 (ปี 2568 ไม่มีสัญญาแล้ว) ส่งงานครบถ้วน ไม่มีการทุจริต และเมื่อสำนักข่าวทำเองในปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกัน
ส่วนกรณีค่าจ้างพิธีกร/บุคลากรภายนอก ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ คล้ายการดึง “กองหน้า” หรือตัวแม่เหล็กมาเสริมทีมในช่วงขยายแข่งขัน และยืนยันว่าเป็นไปตามกลไกตลาดและดุลพินิจบริหาร
นายอดิศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมถึงกระบวนการสรรหารายการ Content Commissioning โดยการจ้างผู้ผลิตภายนอกเริ่มจากเปิดประกวดไอเดีย (Commissioning) คัดเลือกหลายขั้นตอน แล้วจึงพัฒนาเนื้อหาร่วมกัน (Grooming) เมื่อได้ผู้ชนะรายเดียวจึงทำสัญญาโดยวิธีเฉพาะเจาะจงตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่การล็อกสเปกหรือเล่นพวกตั้งแต่แรก
นอกจากนี้ การสรรหารายการในปัจจุบัน มีการปรับสัญญาให้สั้นลง (เช่น รายไตรมาส 13 ตอน) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตหน้าใหม่ตามเจตนารมณ์กฎหมาย


มองความลักลั่น คณะตรวจสอบ 3 ชุด
นายพิเศษ ชี้แจงว่า ส.ส.ท. ยื่นหนังสือร้องเรียน คตง. เนื่องจาก สตง. ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล IFPP ซึ่งยึดหลักความเป็นอิสระ ความซื่อสัตย์ การเปิดโอกาสให้ชี้แจง (Fair Presentation / Due Process) และการรักษาความลับ (Confidentiality)
นายพิเศษ ยังตั้งข้อสังเกตความลักลั่นของคณะตรวจสอบ สตง. 3 ชุด
คณะตรวจสอบชุดที่ 1 (ประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่า) ดำเนินการเป็นมืออาชีพ มีการประชุมปิดตรวจ (Exit Conference) ให้โอกาสชี้แจง สรุปผลว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่บรรลุวัตถุประสงค์และคุ้มค่า ยกเว้นประเด็นตัวชี้วัด (KPI/PSI Rating) และระบบออกอากาศ (BMP)
ชุดที่ 2 (เรื่องค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการ 85 ล้านบาท) ไม่มี Exit Conference ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง และมีเอกสารรายงานหลุดสู่สื่อมวลชนก่อนถึง ส.ส.ท. (เอกสารหลุดวันที่ 8 ต.ค. แต่ ส.ส.ท. ได้รับจริงวันที่ 10 ต.ค.) ทำให้พนักงานกว่า 10 ท่านถูกเปิดเผยชื่อจนได้รับความเสียหาย
ชุดที่ 3 กระบวนการยังไม่ปิดตรวจ แต่กลับมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวรวมไปด้วย ซึ่งผิดจารีตประเพณีปฏิบัติการตรวจสอบ
นายพิเศษ เสนอว่า การตรวจสอบควรเป็นการ “ตรวจขึ้น” เพื่อปิดความเสี่ยงและพัฒนาองค์กร ไม่ใช่ “ตรวจลง” เพื่อจับผิด และการพิจารณาต้องดู 3 องค์ประกอบร่วมกัน คือ 1) ผิดกฎเกณฑ์หรือไม่ 2) ทุจริตหรือไม่ 3) เสียหายหรือไม่ หากไม่ทุจริตและไม่เสียหาย ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการกระทำผิดวินัย

ปรับโครงสร้างองค์กร-ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่าย ปีละ 100 ล้าน
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรื่องของการปฏิรูปองค์กร โครงสร้างบุคลากร และเรื่องการปรับประสิทธิภาพทางการเงิน
นายพิเศษ ระบุว่า Thai PBS มุ่งปรับบทบาทจากเพียง “สถานีทีวี” ไปสู่ “Trusted Public Media Institution” และเตรียมผลักดันแพลตฟอร์ม OTT แห่งชาติ (National Streaming Platform – NSP) เปิดให้ทุกช่องนำ Content มาวางได้
ด้านพนักงานและบุคลากร จะดำเนินการ Lean ต้นทุน ทบทวนลักษณะงาน (Job Description) และการประเมินค่างาน (Job Evaluation) ใหม่ เพื่อพัฒนาพนักงานให้ทันกับสื่อยุคใหม่ พร้อมแก้ปัญหา “Crab Mentality” (แนวคิดปูในตะกร้า) มุ่งเน้นสร้างความพร้อมผ่านโครงการฝึกอบรมทักษะ
ทั้งนี้ นายอดิศักดิ์ ให้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนพนักงานของ Thai PBS ที่มีอยู่ 1,200–1,300 คน โดยระบุว่า พนักงานไม่ได้ทำข่าวทั้งหมด (สายข่าวทำเพียงครึ่งเดียว) อีกครึ่งดูแลสถานีโครงข่ายทีวีดิจิทัลทั่วประเทศ รวมถึงทำงานในส่วนต่าง ๆ เช่น สื่อออนไลน์, Thai PBS Verify และสื่อบริการเด็ก/คนพิการ
ขณะที่เป้าหมายทางการเงิน ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายปีละ 100 ล้านบาท เพื่อรองรับการสิ้นสุดใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัลในปี 2571 ซึ่งผลการบริหารที่ผ่านมาสามารถเปลี่ยนจากขาดทุนเป็นกำไรได้ 69 ล้านบาท
งบฯ เท่าเดิม ภารกิจเพิ่ม 10 เท่า
นอกจากประเด็นข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของ สตง. แล้ว ในการแถลงยังพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS ซึ่งช่วงที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะกระทบต่อหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
นายพิเศษ ระบุถึงประเด็นนี้ว่า การจัดสรรงบประมาณประจำปี จะเปิดช่องให้เกิดการต่อรองทางการเมือง (เช่น การเสนอข่าวเพื่อแลกกับงบประมาณ) ทำให้หลักการความเป็นอิสระเสียไป และรายได้จากภาษีบาป (Sin Tax) เป็นหลักประกันให้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางตรวจสอบ และนำเสนอข่าวสารเพื่อสังคมและกลุ่มเปราะบาง (เด็ก, LGBTQ+, คนชายขอบ, รากหญ้า) ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่ครอบคลุม
ขณะที่นายอดิศักดิ์ ระบุว่า งบประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2551 หรือตั้งแต่ 18 ปีที่แล้ว หากคำนวณตามมูลค่าเงินปัจจุบันจะเหลือราว 1,500 ล้านบาท แต่ไทยพีบีเอสมีภารกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เช่น การดูแลโครงข่ายทีวีดิจิทัล 63 สถานีทั่วประเทศ
อีกทั้งกฎหมายดังกล่าว ออกก่อนยุคโซเชียลมีเดีย และแอปสตรีมมิ่ง ซึ่งมีข้อกำหนด เช่น ห้ามมีรายได้จากค่าสมาชิก ดังนั้นการปรับปรุงกฎหมายควรทำในมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานยุคใหม่ ไม่ใช่แก้เพื่อทำลายแหล่งรายได้หลัก
ทั้งนี้ Thai PBS ได้มีเอกสารแถลงชี้แจงต่อกรณีการยื่นแก้กฎหมายและประเด็นข่าวที่เกิดขึ้น โดยประเด็นการยื่นแก้กฎหมายนั้น Thai PBS ยืนยันความจำเป็นของแหล่งรายได้ที่ไม่ผูกโยงกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุนตามหลักสากล และหากเปลี่ยนไปใช้ระบบจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทบต่อรากฐานความเป็นอิสระทางการเงินตามเจตนารมณ์กฎหมาย


