Skip to content

‘ศิริกัญญา’ ยันปรับลดงบฯ 5 หมื่นล้าน เตรียมรับมือวิกฤต 3 เสี่ยงการคลังไทย

13 ส.ค. 2568 | 11:26น.
‘ศิริกัญญา’ ยันปรับลดงบฯ 5 หมื่นล้าน เตรียมรับมือวิกฤต 3 เสี่ยงการคลังไทย

ศิริกัญญา’ ยัน ขอปรับลดงบฯภาพรวม 5 หมื่นล้าน เก็บกระสุนไว้ใช้ยามวิกฤตที่ประเทศต้องเผชิญ ชี้การคลังไทยมีภาวะ 3 เสี่ยง “รายได้ รายจ่าย หนี้สาธารณะ” เผยหากกู้ตามแผน จีดีพีจะขึ้นไปถึง 69% หนี้สาธารณะอาจชนเพดานในปี’69

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ทำหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว วาระ 2 เข้าสู่การพิจารณารายมาตรา โดยในมาตรา 4 ภาพรวม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.สงวนความเห็น อภิปรายว่า

มีขอให้การปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 373,600 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะอยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะยังเผชิญกับวิกฤตคู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการปะทะกันในเขตชายแดน ซึ่งเราหวังว่าวิกฤตชายแดนน่าจะจบลงในเร็ววันไม่ยึดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ 2569 แต่วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องขอปรับลดงบประมาณลง 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น

“อีก 3 วันข้างหน้า สมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามีรายการอะไรบ้าง มีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี’69 ที่ได้จัดทำมาซ้ำซ้อน แพง ไม่จำเป็น และจำเป็นจะต้องปรับ ลด รีด ไขมันออก ต้องชะลอ เลื่อนออกไปก่อน ต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันอยากที่จะนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลัง ที่จะขอปรับลด จากวิกฤตที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึง ทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่จัดทำโดยสภาพัฒน์ ที่นำมาเสนอให้กับทางกรรมาธิการได้รับทราบคือประมาณการของจีดีพีในปี 2569 ว่าจากเดิมที่ตอนจัดทำงบประมาณฉบับนี้ประมาณปลายปี 2567 ตอนนั้นจีดีพีอ่านว่าเติบโตที่ 2.8%

ล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2568 จีดีพีมีการคาดการณ์ว่าในปี’69 จะเติบโตเพียงแค่ 1.6% ลดลงมา 1.2% หลายท่านอาจจะบอกว่าตอนนี้เราทราบอัตราภาษีสหรัฐแล้ว สถานการณ์อาจจะดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะหลายสำนักมีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2568 ขึ้นเป็น 2.0, 2.3, 2.5% บ้าง แต่ยังไม่มีสำนักวิจัยไหนที่ปรับเพิ่มจีดีพีสำหรับปี 2569 เลย

น.ส.ศิริกัญญา ต่อว่า เสี่ยงแรกที่จะเกิดวิกฤตแนวโน้มที่ชะลอตัวลงมากกับรายได้ ประมาณการรายได้ของปี 2569 ใช้ฐานจากจีดีพีที่ 2.8% ทำให้เมื่อจีดีพีปรับลดลงก็จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลงด้วยจากการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่าทุก ๆ 1% ที่เป็นจีดีพีราคาประจำปีลดลงจะทำให้รายได้จากการจัดเก็บรายได้ลดลง 0.85% ดังนั้นถ้าจีดีพีลดลง 1.7% จะทำให้รายได้ที่ไหนได้ที่รัฐบาลจัดเก็บลดลง 1.45% แต่เศรษฐกิจที่จะชะลอตัวจากสงครามการค้าไม่ได้ส่งผลเฉพาะจีดีพีของประเทศเรา

แต่ส่งผลต่อจีดีพีทั่วโลกและอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ที่เราจัดเก็บลดลงคือราคาน้ำมันที่ลดลงด้วยมีการประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 60-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ต่างจากที่เคยประมาณการไว้ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งน่าจะทำให้เราจัดเก็บรายได้ที่ได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลงประมาณ 0.7% เช่นเดียวกัน รวม ๆ แล้วแค่สองปัจจัยนี้ก็จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ 64,000 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 อันเนื่องมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามการค้าแต่เรื่องเดิมที่เป็นปัญหาของการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยยังคงอยู่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรามีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 15% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่า หลาย ๆ ประเทศ ที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกับประเทศของเรา ปี’67 รายได้ภายหลังจากภาษีจัดเก็บตกเป้าเกือบ 80,000 ล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดสามารถที่จะปิดได้เพราะมีรายได้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ปตท.ปันผลก่อนเวลาอันควร หรือบีบให้กองทุนวายุภักษ์ปันผลเพิ่มเติม และกองสลากมีรายได้เพิ่มเติมก็สามารถที่จะปั่นผลได้เพิ่ม แต่สังเกตว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจในปี’67 เพิ่มขึ้นถึง 25.4% เรียกว่าเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบในปี 2567 ได้

ส่วนปี’68 สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เรามีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีตกเป้าอีกเช่นเคย เฉพาะ 9 เดือนแรกรายได้ภาษีตกเป้าไปแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท เห็นได้ชัดคือกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน ภาษียาสูบไม่ได้เลย ส่วนกรมสรรพากร พอเศรษฐกิจตกต่ำก็จะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้ลดลงเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีเดอะแบกอย่างรัฐวิสาหกิจใด มาช่วยปิดหีบอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเป็นปัญหาทางการครั้งต่อไป

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในปี 2569 ความล่าช้าเรากำลังจะมีปัญหาใหม่มาทั้งที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข ถึงแม้จะมีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่จะประกาศประมาณเดือนกันยายน แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็น จึงอยากได้จากประธานคณะกรรมาธิการ ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ การที่คนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือการจัดเก็บภาษียาสูบที่มีการเปลี่ยนอัตราใหม่ก็ไม่สามารถจัดเก็บได้เหมือนเดิมอีกต่อไป จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญทางด้านรายได้ที่เราจะต้องเจอในปี’69

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงทางด้านรายจ่าย เมื่อเราต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจเราจำเป็นจะต้องมีงบฯ พยุง ฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ งบฯกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้

ทั้งที่ในปี’68 ไม่มีวิกฤตยังมีงบฯเกือบ 200,000 ล้านบาทปี ทุนเอฟทีเอที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเลย และไม่ได้มีการแปรญัตติงบฯเพิ่มเติมแต่อย่างใด กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบฯเพิ่มแค่ 5 ล้านบาท ซึ่ง 800 ล้านบาท แทบจะทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต ซึ่งจะทำให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการที่จะพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่กำลังจะชนเพดานแล้วพื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ปัจจุบันเดือนมิถุนายน 68 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 64% ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอไหวแต่สิ้นปีงบประมาณ ปี’68 ขึ้นอยู่ที่ 66% ในส่วนปี’69 หากกู้ตามที่ได้วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 69% เนื่องมาจากจีดีพีของเรากำลังทดถอยลงเรื่อย ๆ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 นี้

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงจะต้องมีการประหยัดงบประมาณในส่วนนี้เพื่อไปสมทบในส่วนหน้า ดิฉันคิดว่าแน่นอนแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70% ของจีดีพี และอาจจะต้องมีการออก พ.ร.บ.เงินกู้หรือเงินกู้ต่าง ๆ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 เพราะถ้าดูจากยอดปรับรถของปี’69 เพื่อที่จะเกลี่ยงบประมาณใหม่ไปใช้ในสิ่งที่ถูกที่ควรปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะการพิจารณาที่ผ่านมาปรับรถงบประมาณไปได้เพียง 8,921 ล้านบาท แล้วถูกนำไปเกลี่ยให้กับงบประมาณที่ควรจะต้องขอมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม

การจัดงานประชุมผู้ว่าการธนาคาร ไอเอ็มเอฟ งบฯที่ต้องใช้คืนประกันสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายอดปรับลดงบฯปี’69 ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าเรามีวิกฤตรออยู่ ต่างจากปีอื่น ๆ ที่เรามีวิกฤตโควิดก็สามารถตัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลว่าดิฉันไม่ได้อยากตัดงบประมาณในช่วงที่เราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นจะต้องเก็บกระสุนไว้ เพราะการจัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราก็จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤตจริง น.ส.ศิริกัญญา กล่าว