Skip to content

“แพทองธาร” สิ้นสภาพนายกรัฐมนตรี ปมผิดจริยธรรมร้ายแรง

29 ส.ค. 2568 | 15:47น.
“แพทองธาร” สิ้นสภาพนายกรัฐมนตรี ปมผิดจริยธรรมร้ายแรง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ มติ 6 ต่อ 3 ชี้ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” กระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ ทำให้สิ้นสภาพจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที

จากกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็น สว. 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ต่อมาเวลา 15.00 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย โดยสรุปว่า รธน.มีอำนาจวินิจฉัยวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (4) และ (5) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจทางการเมือง

ส่วนหลักฐานคลิปเสียงที่ผู้ถูกร้องระบุว่าไม่ควรนำมาเป็นหลักฐานเพราะได้มาโดยมิชอบ ศาลเห็นว่าศาล รธน.ใช้ระบบไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งนอกจากคลิปเสียงสนทนา ก็มีคลิปผู้ถูกร้อง แถลงยอมรับว่าเป็นคลิปจริง และการไต่สวนผู้ถูกร้อง ก็ยอมรับว่าเป็นคลิปจริง และคลิปเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพิจารณา จึงฟังได้ว่าผู้ถูกร้องกล่าวตามในคลิปจริง ศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

การพิจารณาว่าคุณสมบัติของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า รธน.กำหนดให้คุณสมบัติต้องมีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และได้รับการตรวจสอบอย่างสูงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามคำปรารภ ที่ไม่ให้ผู้บริหารที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่ง เท่ากับคุณสมบัติของนายกฯต้องสูงกว่า สส.

ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นสิ่งที่ควรเป็นรากฐานของสังคม รธน.จึงกำหนดกรอบทางการเมืองว่าต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง คำว่าซื่อสัตย์ คือ ไม่คดโกง จริงใจ ไม่หลอกลวง สุจริต คือซื่อตรง ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น แสดงออกให้เห็นโดยทั่วไป เป็นความซื่อสัตย์สุจริตโดยทั่วไปต่อสังคม ส่วนมาตรฐานทางจริยธรรม ครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิของชาติ

ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้มีคุณธรรมในรูปแบบของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องโปร่งใส เป็นที่ยอมรับ ปรากฎชัดเจนในสังคม มีน้ำหนักชัดเจนว่าไม่สุจริต หรือบิดเบือนผลประโยชน์ของชาติ ต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าระหว่างคุยกับฮุน เซน สถานการณ์มีความตึงเครียดสูง แม้จะมีประชุมเจบีซี แต่ฮุน เซน กดดันให้ไทยเปิดด่าน เรียกแรงงานกลับ ผู้ถูกร้องจึงเจรจา แต่ไม่พบว่ามีการตอบรับข้อเสนอใด ๆ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ส่งผลการเปิดด่าน ไม่ได้ทำตามข้อเสนอ การถือว่าไม่ซื่อสัตย์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ถ้ายังรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ขัดแย้งรุนแรงกระทบเอกราช บูรณภาพอาณาเขต ไม่ได้รับข้อเสนอ เป็นบ่อนทำลายประเทศชาติ การสนทนาเป็นการแสดงออกความไม่นิ่งเฉย เจตนารักษาความสงบสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯพึงกระทำ การกระทำจึงไม่เป็นการไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

เรื่องกระทำผิดจริยธรรม ผู้ถูกร้องเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงมี 2 สถานะ คือ ประชาชน ที่มีเสรีภาพ และนายกฯ ที่ถูกจำกัดเสรีภาพ ต้องรักษาประโยชน์ประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตน การติดต่อนานาประเทศ มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหาร และรักษาอธิปไตย ปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ นายกฯจึงมีอำนาจตัดสินใจ เมื่อข้อเท็จจริง รับฟังได้ว่าสนทนา เรื่องเปิดปิดด่าน สืบเนื่องจากการปะทะที่ช่องบก

แม้การสนทนาจะเป็นเวลาส่วนตัว แต่เนื้อหาเป็นเรื่องการเปิดด่าน เป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาทั่วไป จึงไม่ใช่การกระทำในฐานะประชาชน แต่เป็นในฐานะนายกฯ ที่ผู้ถูกร้องต้องไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อฟังเนื้อหา ที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ที่อ้างว่าเป็นเทคนิคเจรจา มุ่งหมายลดความตึงเครียด แต่ฟังว่าไปอยู่ฝั่งเดียวกับฮุน เซน แต่แม่ทัพภาค 2 เป็นอีกฝั่งหนึ่ง ตำหนิว่าพูดจาไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาไปใช้ประโยชน์ได้

การบอกว่าต้องหารือฝ่ายความมั่นคง และต้องการให้เขาแสดงท่าที ใช้เทคนิคตั้งคำถาม หาข้อเท็จจริง เพื่อนำมาพิจารณาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นทางการ เห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีว่าฮุน เซน ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ที่จะส่งผลผูกพันระหว่างประเทศ และยังบอกว่าคุยกับฮุน มาเนตด้วย ก็เท่ากับว่าประสงค์ใช้แนวทางแบบทางการและไม่เป็นทางการ

ไม่ว่าใช้เทคนิคแบบไหน แต่ถ้าใช้บทบาทนายกฯสนทนา ก็ต้องใช้กรอบ รธน. ที่กำหนดให้เห็นประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก รอบคอบระมัดระวัง คำนึงถึงกรอบจริยธรรม ไม่ใช่ว่าจะเจรจาได้อิสระ ตามอำเภอใจ ยิ่งเป็นการเจรจาเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งที่รู้ว่ามีฝ่ายความมั่นคงร่วมด้วยได้ แต่ก็เลือกใช้วิธีนี้ ยิ่งต้องรับผิดชอบระมัดระวัง รักษาประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น

“การใช้คำว่าให้เห็นใจหลาน ตอนนี้เขาไล่ไปเป็นนายกฯที่เขมร อยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย…” ถ้อยคำเป็นการขอให้เห็นใจ เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาอย่างหนัก ทำให้เสถียรภาพของผู้ถูกร้องสั่้นคลอน เรียกร้องให้เปิดด่านพร้อมกัน เพราะถ้าทำตามคำเรียกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ การพูดจาเป็นลักษณะยอมจำนน ยื่นข้อเรียกร้องใด ๆ ได้ตามความต้องการ เป็นการยืนยันว่าไทยพร้อมเปิดด่าน ทั้งที่การเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคง มีมติให้กองทัพพิจารณาควบคุมจุดผ่านแดน พิจารณาจากเบาไปหาหนัก ต่อมา กองทัพควบคุมด่านทั่วประเทศ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติสภาความมั่นคงแต่อย่างใด

ต่อมามีข้้อเสนอการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ที่ให้ตัดไฟ อินเทอร์เน็ต ในประเทศชายแดนที่เป็นแหล่งคอลเซ็นเตอร์ และกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าไม่มีการนำเรื่องพื้นที่พิพาท 4 จุดเข้าศาลโลก และระบุว่าไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าในการปิดด่าน การยอมเปิดด่านพร้อมกันของฮุน เซน จึงเป็นการทำตามข้อเสนอฮุน เซน เพื่อรักษาสัมพันธ์ส่วนตัว และหวังแต่คะแนนนิยมตัวเอง ไม่คำนึงสถานการณ์ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ

การกระทำย่อมทำให้วิญญูชนเข้าใจได้ว่าพร้อมทำตามข้อเสนอฮุน เซน เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัว แม้ข้อเท็จจริงว่าหลังการสนทนา ผู้ถูกร้องเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก และแจ้งว่าคุยกับฮุน เซน แต่ไม่ได้บอกรายละเอียด อันเป็นการแสดงเจตนาปกปิด เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหาย โดยเลขาฯ สมช.บอกว่า เพิ่งทราบรายละเอียดการสนทนาจากคลิปที่เผยแพร่ในสาธารณะ การกระทำของผู้ถูกร้อง ที่ขอความเห็นใจจากฮุน เซน ไม่ใช่เทคนิคเจรจา แต่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศ และนายกฯเสียหาย ทำให้ประชาชนคนไทยเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขาดความไว้วางใจนายกฯ ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิ รักษาประโยชน์ชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นการเจรจาส่วนตัว ให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง กระทบชีวิตทหารประชาชน แต่เมื่อการกระทำส่งผลกระทบภาพลักษณ์ เสียหายว่าคำนึงประโยชน์กัมพูชามากกว่า ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง เสียหายต่อเกียรติศักดิ์นายกฯ ปฏิบัติราชการไม่คำนึงประโยชน์ชาติ

ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงเจตนา จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ทำให้ขาดคุณสมบัติตาม รธน. 165 เรื่องอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย อาศัยเหตุผลข้างต้นจึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่ 1 ก.ค. 2568 ตั้งแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ ครม.พ้นทั้งคณะ

"แพทองธาร" พ้นเก้าอี้นายกฯ ศาลรธน.ตัดสิน ผิดคดีคลิปเสียง
ภาพ : ศูนย์ภาพเครือมติชน

จุดเริ่มต้นของคดี เกิดขึ้นวันที่ 18 มิถุนายน 2568 เมื่อโซเชียลมีเดีย มีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ต่อสาธารณะจนเกิดเป็นกระแสกดดันไปที่ตัว น.ส.แพทองธาร และรัฐบาล เป็นเวลาเดียวกับที่มีการเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้เตรียมปรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ออกจากการเป็น รมว.มหาดไทย จึงทำให้ในช่วงค่ำของวันเดียวกันนั้น พรรคภูมิใจไทยได้ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันที พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ

ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สายสีน้ำเงิน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ออกแถลงการณ์ให้นายกฯรับผิดชอบด้วยการลาออก นอกจากนี้ ในวันรุ่งขึ้น 19 มิถุนายน ประกาศยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอนแพทองธารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

20 มิถุนายน 2568 กลุ่ม สว. 36 คน จึงยื่นศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์รับตรวจสอบปมคลิปเสียงบทสนทนา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และฮุน เซน เบื้องต้น พร้อมทั้งให้มีการถอดเทปและแปลภาษาต่างประเทศให้ถูกต้อง เพื่อเป็นพยานหลักฐานสำคัญทางคดี

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งผู้ร้องคือ น.ส.แพทองธารทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่า ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบ

ต่อมา น.ส.แพทองธารได้ขอขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญออกไป 15 วัน ซึ่งเป็นการขอขยายเวลาครั้งที่ 1 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาต แต่ต่อมา น.ส.แพทองธาร ได้ขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่ 2 ออกไปอีก 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดเดิม เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้เรียบเรียงทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ น.ส.แพทองธาร ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปจนถึงวันที่ 4 สิงหาคม เป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ศาลขยายเวลายื่นคำชี้แจงให้เพียง 7 วัน จากที่ขอไป 15 วัน

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 4 เสียง ที่ไม่เห็นชอบให้ขยายเวลา ได้แก่ นายปัญญา อุดชาชน, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าวันไต่สวน น.ส.แพทองธารขอไต่สวนพยานไป 5 ปาก น.ส.แพทองธารชี้แจงความบริสุทธิ์ใจของตัวเองผ่านการยื่นคำชี้แจงที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ และคู่ความ ตอนหนึ่งว่า “ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนาจึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน”

“ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเอง เรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใด หรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ”

“ทั้งนี้ พฤติการณ์ตลอดบทสนทนาดังกล่าวอยู่ในกรอบแห่งแนวนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสันติวิธีตามหลักสากล หาใช่การดำเนินการในเชิงลับหรือมีเจตนาบ่อนทำลายผลประโยชน์ของรัฐไม่”

ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวน น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคง พร้อมสั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีวันที่ 25 สิงหาคม พร้อมกับนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ในเวลา 15.00 น. และมีคำวินิจฉัยดังกล่าว