เปิดโจทย์ร้อนรัฐบาล “อนุทิน” หลังโปรดเกล้าฯทั้งแก้รัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจในเวลาจำกัดแค่ 4 เดือน คาดนำ ครม.ใหม่ถวายสัตย์ฯ 24 ก.ย.นี้ ก่อนถกวิป 3 ฝ่ายนัดแถลงนโยบายและลงมือทำงานทันที ชูแผนเร่งด่วนโครงการคนละครึ่งแจก 1,000-1,200 บาท รวมถึงรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน และเลื่อนการเก็บภาษีที่ดินเต็มจำนวนออกไปอีก ด้านคลังเล็งใช้ “ช้อปดีมีคืน” ช่วงปลายปี รวมถึงคุมค่าเงินบาทและภาษีทองคำ ขณะที่เอกชนฝากการบ้านทั้งระยะสั้น-กลาง โดยเฉพาะเจรจารายละเอียดภาษีทรัมป์ให้แล้วเสร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 แล้วนั้น
บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี
เปิดรายชื่อ ครม.เศรษฐกิจ
สำหรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้เป็นคณะที่ 65 และมีอายุรัฐบาลเพียงแค่ 4 เดือน ตามเงื่อนไข MOA ของพรรคประชาชน โดยมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องขับเคลื่อน ทั้งมิติการเมืองเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และมิติด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม, จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็น รมว.พลังงาน
ส่วนไทม์ไลน์รัฐบาลอนุทินจากนี้ไปจะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วันที่ 24 กันยายน จากนั้นคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 คาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม ซึ่งรอการประชุมของวิป 3 ฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง
โจทย์ร้อนแก้รัฐธรรมนูญ
ในรายชื่อของรัฐมนตรีมีชื่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้ามาช่วยดูเรื่องข้อกฎหมาย และแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญอีกโจทย์หนึ่งของรัฐบาล มีการประเมินจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นว่าการแก้รัฐธรรมนูญสามารถทำคู่กับการแก้ปัญหาปากท้อง เนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญเป็นการใช้กลไกฝ่ายนิติบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
คาดว่าจะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ในวาระรับหลักการช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นเดือนพฤศจิกายนจะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้งในกลางเดือนธันวาคม คาดว่าจะเริ่มพิจารณาในวาระ 2-3 และสามารถทำประชามติครั้งที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งได้
นโยบายเร่งด่วน “คนละครึ่ง”
ขณะที่การเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และทีมเศรษฐกิจของพรรค เปิดแผนนโยบาย “คนละครึ่ง” กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิในลักษณะ Top Up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป
ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว
ยืนยันไม่เป็นภาระการคลัง
นายสิริพงศ์ยืนยันว่า นโยบายพรรคภูมิใจไทยสอดคล้องกับการรักษาฐานะการคลัง นโยบายรัฐบาลไม่ใช่แจกจ่ายอย่างเดียว เช่น โครงการคนละครึ่งไม่ใช่เป็นภาระของรัฐทั้งหมด เพราะเป็น Copayment สมมุติเม็ดเงินของรัฐลงไป 2.5 หมื่นล้าน ประชาชนกับเอกชนลงไป 2.5 หมื่นล้าน ถ้าใช้สิทธิเต็มหากเงินหมุน 2 รอบเหมือนที่มีการวิจัยไว้แล้ว ทำให้มีเงินในระบบเป็นแสนล้าน เป็น 4 เท่าของเม็ดเงินของรัฐที่ลงไป และรัฐได้ภาษีกลับมา
เตรียมแผนรถไฟฟ้า 40 บาท
นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า นายกฯ ยังดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้กู้เพิ่ม และนโยบายที่จะเป็นภาระเป็นนโยบายกึ่งการคลังที่ให้รัฐวิสาหกิจก่อหนี้เพิ่ม รัฐบาลไม่ได้เดินหน้าต่อ เช่น นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพราะเป็นนโยบายระยะสั้น นายกฯ เลือกจะไม่เดินต่อ แต่นายกฯ บอกว่ามาดูกลไกตั๋วร่วม บริหารจัดการกลไกหลังบ้านให้ได้ เอาเงินค่าแรกเข้ามาเฉลี่ยให้กับผู้ประกอบการแต่ละรายได้จริงตามระยะทาง โดยรัฐบาลไม่ได้ต้องอุดหนุนงบประมาณ แต่โครงสร้างราคาลดลงทันที การปรับโครงสร้างระยะยาว ถ้ารัฐบาลจะอุดหนุนก็อุดหนุนเท่าที่จำเป็น
อย่างนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดทั้งวันของพรรคภูมิใจไทย ประชาชนจ่ายจริง สมมติขึ้นรถไฟฟ้า 20 บาท ก็จ่าย 20 บาท ใช้ 30 บาท ก็จ่าย 30 บาท แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ใช้ถึง 40 บาท จะไม่เสียเกินจากนี้แล้ว เป็น Maximum ในแต่ละวัน เดินทางน้อยก็จ่ายน้อย ถ้าเดินทางมากก็มีเพดาน รัฐอุดหนุนเท่าที่จำเป็น ไม่ได้หมายความว่าอุดหนุนทุกเคส ดังนั้น นโยบายลักษณะนี้เหมือน Copayment คือการลงทุนของภาครัฐแล้วมีวัตถุประสงค์ ไม่ได้แจกอย่างเดียว
เลื่อนเก็บเต็มเพดานภาษีที่ดิน
แพ็กเกจอื่น ๆ มีอีกหลายชุด คือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มโอกาส ขยายโอกาสให้กับคนมีวินัยการเงินการคลังดี ลูกหนี้ชั้นดี การหาแหล่งเงินกู้ให้กับ SMEs ที่จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ นโยบายการออมที่นำไปสู่ประชาชนในหลายรูปแบบ เช่น ออกยูนิตย่อยให้ออมเงินได้ หวยบำนาญ น่าจะยังคงเดินหน้าต่อ วันที่นายกฯ แถลงนโยบายจะเห็นเรื่องราวเหล่านี้
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องถูกชะลอจัดเก็บเต็มอัตราออกไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งหลายคนการได้มาซึ่งที่ดินคือการเก็บหอมรอมริบ เราไม่ควรต้องไปลงโทษคนกลุ่มนั้น นี่คือแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ กำลังหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย
“เอกนิติ” ยันแก้บาทแข็ง-ฟื้น ศก.
ด้านนายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ ส่วนการดูแลค่าเงินบาทที่ช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าค่อนข้างมากนั้น หารือกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“เตรียมมาตรการดูแลเงินบาทไว้แล้ว รวมถึงดูว่าเงินที่ไหลเข้ามาว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ส่วนเรื่องเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้ให้ทีมงานศึกษาแล้ว” นายเอกนิติกล่าว
คลังเตรียมแหล่งเงิน-ลดภาษี
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมเรื่องแหล่งเงินและมาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ โดยโครงการคนละครึ่งหากอนุมัติได้ก่อนสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ก็จะมีเงินจากงบประมาณปี 2568 ให้ใช้ได้อีกราว 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบฯ กลางในปีงบประมาณ 2569 ก็จะมีให้ใช้ได้อีก 2.5 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน มาตรการทางด้านภาษีอย่าง Easy E-Receipt หรือ ช้อปดีมีคืน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้เช่นเดียวกับทุกปี ซึ่งเป็นมาตรการที่ทางภาคเอกชนต้องการให้ดำเนินการ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
หอค้าฯเร่งภาษีทรัมป์-คืน VAT
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ทางหอการค้าฯ ยื่นข้อเสนอการแก้ปัญหาในระยะสั้น 4 เดือนก่อนที่จะยุบสภา โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ
เพราะขณะนี้ไทยเพิ่งผ่านขั้นตอนแรกในการกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้นกับสหรัฐ แต่ยังไม่ได้เจรจาในรายละเอียด หากปล่อยให้ยืดเยื้อไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน และเสียโอกาสในการต่อรองลดภาษีเพิ่มเติม
ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก
ส.อ.ท.ค้าน Pool Gas ชี้ต้นทุนพุ่ง
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยื่นข้อเสนอด้านพลังงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ที่ให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ต้นทุนราคาจาก LNG ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รับทราบ ซึ่งราคา Pool Gas ณ เดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 283 บาทต่อล้านบีทียู และราคา LNG Spot อยู่ที่ 449 บาทต่อล้านบีทียู
ราคาก๊าซภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น 58% แต่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้เพียง 2-3% ส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น (Exclude Cogen.) 28,884 ล้านบาทต่อปี และกระทบด้านแรงงานของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ 1.07 ล้านคน ขณะเดียวกัน ควรเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2025 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน
รื้อแผน PDP ลดพึ่งพาก๊าซ
นอกจากนี้ ต้องปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า เสนอให้การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ใช้วิธีการประกวดราคาแทนการกำหนดราคาเป้าหมาย พร้อมเร่งรัดโครงการนำร่อง Direct PPA 2,000 MW ผ่าน Third Party Access (TPA) เพื่อนำผลสรุปมาใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเสรีภาคไฟฟ้า ด้วยอัตรา Wheeling Charge ที่เป็นธรรมและเหมาะสม
รวมทั้งทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่หมดอายุสัญญา หรือคืนทุนแล้ว แต่ยังได้รับการต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้า ควรพิจารณารับซื้อไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม และพิจารณาแนวทางการเจรจายุติสัญญา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าภาพรวม
ทั้งนี้ นายอิศเรศยังกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ค่าพลังงานและค่าไฟฟ้าของประเทศไทยมีอัตราที่สูง เนื่องจากแผน PDP พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และ LNG มากเกินไป รวมทั้งการขาดแผนสำรองที่ดีในการบริหารก๊าซในอ่าวไทยที่ลดน้อยลง นอกจากนี้ Supply ของโรงไฟฟ้ามากกว่า Demand ถึง 52% ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศในระยะยาว