อนุทิน ลุกแจงสภาครั้งแรกหลังแถลงนโยบาย ฉะ ‘ชลน่าน’ กล่าวหารัฐบาลทำงานไม่เป็น มั่นใจ 4 เดือนเรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจได้แน่ ลั่นนายกฯคนนี้ ไม่มีใครบงการได้ ย้ำ 31 ม.ค.ยุบสภาแน่ ยกคำ ‘ทักษิณ’ “ผู้แพ้เห็นปัญหาทุกทางออก ผู้ชนะเห็นทางออกทุกปัญหา”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงสภาครั้งแรกในการแถลงนโยบายรัฐบาล โดยได้ตอบกลับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน ที่ตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลว่า ที่ถามว่า “ทำได้ไหม ทำดีหรือไม่” ตนขอตอบว่าทำได้ เพราะสิ่งที่ถูกเขียนในคำแถลงนโยบาย ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าทุกคนต้องทำได้ เพราะวิธีการทำงานของตน จะใช้คำว่าทำได้เร็ว ต้องทำเลย ดังนั้นขอชี้แจงให้ทุกคนและประชาชนเข้าใจ
พร้อมย้ำถึงคำถามที่ว่าทำเป็นหรือเปล่านั้น ทำเป็นครับ เพราะคณะรัฐมนตรีที่ตนคัดสรรมาล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ วิชาชีพรอบด้าน แม้ท่านที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ตนก็ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา พฤติกรรม ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วน ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและบริหารราชการแผ่นดินบนผลประโยชน์สูงสุดเพื่อประเทศไทย อันเป็นที่รักของเรา และตนรำลึกเสมอว่าเป็นผู้มีพระคุณ
ส่วนที่ถามว่าทำดีหรือเปล่า นายอนุทินยืนยันว่า คนเราถ้ามาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ฉะนั้นขอถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด เพื่อเป็นเกียรติประวัติ และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน
ดังนั้น คิดว่านี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดให้รัฐบาลได้แสดงผลงาน เพราะรัฐบาลตนทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคน ว่าจะไม่มีคำว่าคนละพรรค แต่นี่คือพรรครัฐบาล ไม่มีการขัดแข้งขัดขา และจะไม่มีความกังวลใดว่าพรรคไหนทำอะไรแล้วจะได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชนมากกว่า และดีที่ผมถูกสั่งสอนมาให้เป็นคนใจกว้าง ฉะนั้นอะไรที่เป็นเครือข่ายการทำงาน และมีผมเกี่ยวข้อง หากใครทำสำเร็จและเป็นประโยชน์ก็จะโมทนาสาธุและชื่นชม เพื่อให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกันกับผมประสบความสำเร็จสูงสุด
ส่วนที่ถูกระบุว่า รัฐบาลนี้ขาดคนมีฝีมือ นายกฯขอยืนยันว่า ผมให้ความเชื่อมั่นทุกคนในรัฐบาล ผมคัดเลือกเอง สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากคุณงามความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนและผลงานความรู้ประสบการณ์ พร้อมให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล 4 เดือนของผมจะเต็มไปด้วยคนที่มีฝีมือ และมีความรู้ความสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต
ส่วนที่ถูกมองว่าขาดความโปร่งใสขอให้ นพ.ชลน่าน สบายใจ ผมรับฟังทุกคำและจดความกังวลไว้แล้ว และพร้อมที่จะมาชี้แจง ทั้งนี้ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการตามกระบวนการและกล้าให้ทุกคนตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลนี้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ส่วนที่อภิปรายว่ารัฐบาลนี้ขาดอนาคตประชาธิปไตย นายอนุทินระบุว่า ประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เอาแต่ใจมาเป็นข้อตัดสิน มีความเป็นตัวของตัวเอง ผมเห็นต่างกับ นพ.ชลน่าน โดยมองว่ารัฐบาลนี้จากนี้ไปจะวางรากฐานและแนวทางแบบอย่างดีต่อการเป็นรัฐบาล ที่จะทำให้อนาคตประชาธิปไตยสดใส อย่างน้อยอนาคตของนายกรัฐมนตรีคนนี้ ก็จะไม่มีใครมาบงการได้ จะตัดสินใจเองคิดเอง และหารือกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวมถึงบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ในการตัดสินใจเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชน
ส่วนที่มีการกล่าวหาว่า รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ท่านพูดไม่ผิด เพราะในระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา ฉะนั้นขอนับ 1 ตุลาคมเป็นวันแรก และนับไป 4 เดือน คือ 31 มกราคม ยุบสภาแน่นอน นี่ถือเป็นพันธะระหว่างพรรคที่ลงนามใน MOA กับพรรคประชาชน
และผมเห็นพ้องกับพรรคประชาชนว่าเมื่อถึงเวลาสมควรต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน รัฐบาลนี้ก็ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจแต่ก็มีติ่งท้ายว่า ที่ตนอยากขอกระทำและทำให้สำเร็จคือจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่เข้ามาแก้ไขความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งผมยอมรับในสภาพนี้ รวมถึงคณะรัฐมนตรีอีก 35 คน จะทำทุกอย่างเพื่อเรียกเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ประชาชน ให้กลับมาสู่ประเทศไทย ภายในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ พร้อมให้ความมั่นใจว่า ทำได้แน่ เพราะเตรียมการเรื่องนี้มามากพอสมควร
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การทำงานทุกคนมีความรู้ความสามารถ แต่ต้องไม่เปรียบกัน เพราะบางทีท่านทำไม่ได้ และไปคิดว่าคนอื่นทำไม่ได้ด้วย มันก็ไม่ถูก เพราะตอนที่ นพ.ชลน่าน อยู่กระทรวงสาธารณสุข 7 เดือน ผมก็อยู่ 7 เดือน เหมือนกัน แต่มั่นใจว่าได้ทำอะไรเยอะมาก ซึ่งเป็นช่วงโควิดจึงอาจมีบทบาทมากกว่า และมั่นใจว่าท่านก็มีความเสียสละให้กับบ้านเมืองเหมือนกับ สส.คนอื่น
ส่วนกรณีที่พูดถึงนโยบายของรัฐบาลนี้ มีผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ผมมองว่ารัฐบาลนี้ยกเลิกกาสิโน เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่เอาเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไปให้ประชาชนเฉย ๆ แต่เราใช้วิธีการการมีส่วนร่วม ไม่มอมเมาประชาชนด้วยการพนัน ไม่ขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจการพนัน จึงมั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกับรัฐบาลนี้ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทย เราถูกเชิญออกจากรัฐบาลเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในขณะนั้น
ทั้งนี้ ขอเคลมอีกนิดหนึ่งว่า ตนชื่นชมนโยบาย 30 บาทที่เป็นนโยบายมีคุณประโยชน์กับคนไทย แต่ 30 บาท รักษาทุกที่ “อนุทินครับ ไม่ใช่ชลน่าน” เพราะผมทำมาตั้งแต่อยู่กระทรวงสาธารณสุข 4 ปี ที่เป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด มากกว่ารัฐมนตรีหลายท่านที่ผ่านมา
ซึ่งได้ประสานงานกับ สปสช. ทำเรื่องฟอกไตฟรี แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดที่แล้วนำเรื่องฟอกไตฟรีออกไป เปลี่ยนเป็นฟอกไตฟรีบางส่วน ดังนั้นใน 4 เดือนนี้ผมจะนำกลับมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันก็จะต้องทำให้ผมเห็นภายใน 2 เดือน หรือมากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นผมจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเอง
ส่วนที่ นพ.ชลน่าน บอกว่ามีการดึงตัวเลข 1,000-2,000 รวมกันแล้วหลายล้านบาทนั้น มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอัปมงคล ซึ่งมีความพยายามให้มีตัวเลขดังกล่าวเพื่อทำให้คนในพรรคฝ่ายค้านสมัยนั้นไขว้เขว แต่โชคดีที่ตัวเลขดังกล่าว ทุกคนเห็นว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มงคล และทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมืดมัว และคนที่ทำเป็นสั่งที่อยู่ในรัฐบาลตอนนั้นไม่ใช่คนที่อยู่พรรคภูมิใจไทยแน่นอน
ซึ่งผมและทีมงานพร้อมให้การพิสูจน์ทุกคน ผมเคยอยู่รัฐบาลเดียวกับนายแพทย์ชลน่าน นโยบายต่าง ๆ ก็พยายามที่จะตอบสนอง ยกเว้นที่มีการไปแตะถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศ และความเสียหายของประเทศ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมถึงตัดสินใจไม่ร่วมนโยบายนี้กับท่าน และถือเป็นเกียรติที่ถูกเชิญออกมา และทำให้ประชาชนรับรู้รับทราบว่า พรรคไหนที่คิดถึงประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ส่วนที่ท่านบอกว่านโยบายของรัฐบาลนี้เป็นปัญหา มากกว่าทางออก ผมและคณะรัฐมนตรีทั้ง 36 คน ตอบแทนได้เลยว่า ไม่ใช่ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ จะต้องทำงานอย่างหนักและผลักดันทุกนโยบายเพื่อให้เป็นทางออกของประเทศ
ทั้งนี้ ขอย้อนคำพูด ว่าเราเคยอยู่ด้วยกัน 20 ปี แต่ก่อนผมเคยอยู่ในรัฐบาลที่มีชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่ทุกคนยอมรับว่าทำความเจริญมากมาย คือนายทักษิณ ชินวัตร และเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีก็จะพูดถึงแต่ปัญหา และตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรี นพ.ชลน่าน ก็เป็นเลขาฯ รมว.สธ. ก็ได้ทำงานร่วมกัน
สิ่งที่จำมาถึงวันนี้ ท่านทักษิณมักจะไม่พอใจกับคณะรัฐมนตรีที่นำเอาปัญหามาข้อแก้ตัวในการทำงาน ซึ่งตั้งแต่วันนั้นมา ผมบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้เกิดขึ้นกับตน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือทำงานที่ไหน เมื่อใดที่มีปัญหา เช่นนี้ นายทักษิณจะปิดไมค์ แล้วพูดว่า “จำไว้นะ ผู้แพ้ จะเห็นปัญหาทุกทางออก ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา” ซึ่งผมและคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นอย่างหลัง ชนะหรือไม่ไม่รู้ แต่เห็นทางออกในทุกปัญหา
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวโต้ว่า ขอบคุณนายกฯที่กรุณาพาดพิงถึงการทำหน้าที่ในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านบอก 7 เดือนของท่าน มีผลงานกว่าผม แต่เราจะไม่เถียงกัน ว่าใครดีหรือไม่ดี แต่ที่ผมอยากจะชี้แจง ซึ่งหากไม่ชี้แจงก็อาจจะเกิดความเสียหาย ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นอนุทินไม่ใช่ชลน่าน

ผมขอใช้หลักฐานที่เป็นเชิงประจักษ์ ผมไม่เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจอย่างไร แต่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่เป็นของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนที่ดำเนินนโยบายนี้ ตามที่ได้แถลงต่อสภา
ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้พูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าได้นำสิ่งที่เคยให้ไว้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และกล่าวถึงชื่อตนในฐานะเลขาฯรัฐมนตรี ผมอาจจะมีสติปัญญาไม่ถึงตีความไม่ถูก ว่าไปเกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร เพราะตอนนั้นผมเป็นเพียงเลขาฯรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี