Skip to content

พิชิต ชื่นบาน บันทึก 16 ปี ความยุติธรรมที่หล่นหาย “ผมไม่ได้ชั่วอย่างที่คิด”

12 ต.ค. 2568 | 15:58น.
พิชิต ชื่นบาน บันทึก 16 ปี ความยุติธรรมที่หล่นหาย “ผมไม่ได้ชั่วอย่างที่คิด”

เขาคือทนายความ ที่ทำงานกับนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 5 นายกฯ

ทั้ง ทักษิณ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ เศรษฐา ทวีสิน

แต่ตัวเขาก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้นายกฯ 1 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง นั่นคือ “เศรษฐา” นายกฯ คนที่ 30

พิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำความเจ็บปวด

เจ็บปวดด้านหนึ่ง ถูกแปะป้ายคดีถุงขนม 2 ล้าน เป็นสมญานาม ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ตอนทำคดีที่ดินรัชดาให้กับนายกฯ ทักษิณ

อีกความเจ็บปวดคือ ทำให้นายกฯ คนที่ 30 ต้องพ้นจากตำแหน่ง

หลายเดือนหลังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ปลดนายกฯ คนที่ 30 ออกจากตำแหน่ง เขาตัดสินใจเขียนหนังสือ ชื่อว่า “ความยุติธรรมที่หล่นหาย”  เพื่อให้สังคมรู้ว่า “ผมไม่ได้ชั่วอย่างที่คิด”

เส้นทางการเมืองเป็นเหมือนเส้นทางขนานกับอาชีพทนายความ หลายคนไม่รู้ว่า ที่เขาเข้ามาอยู่การเมืองได้ ไม่ใช่ “ทักษิณ ชินวัตร”

แต่เป็น “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” คนที่พาเขาเข้าสู่วงการการเมืองอย่างแท้จริง เพราะเขาสมัคร สส.ฝั่งธนฯ ครั้งแรกในนามพรรคมวลชน เป็นขุนพลหาเสียงแข่งกับพรรคประชากรไทย ของ “สมัคร สุนทรเวช” ถึง 2 สมัย

เคยสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา ตอนปี 2549 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงคิดว่าเส้นทางการเมืองไม่เหมาะกับตัวเอง

แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึง เมื่อเกิดเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 “ทักษิณ” ถูกเขี่ยพ้นเก้าอี้โดยคณะรัฐประหาร และถูกตั้งคดีทุจริตหลายคดี หนึ่งในนั้นคือ คดีที่ดินรัชดา ที่พาให้ “พิชิต” ได้โคจรพบ “ทักษิณ”

ก่อนหน้านี้ สำนักทนายความของ “พิชิต” ได้ว่าความให้กับบริษัทอสังหารายใหญ่ระดับประเทศ ดูแลหลายคดี จนกระทั่ง “พิชิต” กับเจ้าของอสังหารายนั้นให้ความเคารพนับถือกัน จน “พิชิต” เรียก “เฮีย” ได้สนิทใจ

และ “เฮีย” คนนี้ ได้แนะนำ “พิชิต” ให้ “ทักษิณ” เป็นหัวหอกในคดีที่ดินรัชดา

เขาต้องผ่านการสัมภาษณ์งานกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

“ท่านสัมภาษณ์สั้น ๆ ง่าย ๆ บอกว่า คุณพิชิต พี่ชายปู ถ้าเชื่อ เชื่อเลย ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อเลย ผมบอกว่า ยุ่งแล้วสิ ถ้าไม่เชื่อเลย ผมคงไม่ได้เป็นทนายให้ ทีนี้จะไปมั่นใจกันอย่างไร คนไม่รู้จักกัน ผมก็เพิ่งรู้จักกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ครั้งแรก แต่ผมมั่นใจ เพราะดูข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงแล้วมั่นใจว่า ทำคดีนี้ ผมดังแน่นอน ผมจะเป็นทนายที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีหลุดคดี เรียกค่าทนายถูกมาก”

“ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ พาผมไปหาท่านนายกฯ ทักษิณที่เกาะฮ่องกง ความใฝ่ฝันคือหูฉลาม ปรากฏว่ามื้อแรกที่พบท่านนายกฯ ทักษิณ คืออาหารเหนือทั้งหมด ซึ่งน้องสาวห่อไปให้”

“พอกินเสร็จ ท่านสอบถามเรื่องราว ว่าปัญหาของท่าน จะแก้อย่างไร ก็คุยกันไม่เกิน 20 นาที ท่านไวมาก ลุกขึ้นมากอดไหล่ผม แล้วบอกว่า สบายใจมากเลย ผมทุกข์มาหลายเดือนแล้ว”

นั่นคือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เขารับงาน “คดีที่ดินรัชดา”

ในหนังสือ “ความยุติธรรมที่หล่นหาย” เขาเล่าถึงวันที่ทำให้เขาเจ็บปวดทั้งชีวิต นั่นคือวันที่เกิดเหตุคดีถุงขนม

เหตุเกิดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันนั้นเป็นวันที่เขาพา “จำเลย” คือ ทักษิณ และ คุณหญิงพจนมาน ดามาพงศ์ มารายงานตัวต่อศาล ซึ่งเป็นวันที่ศาลเรียกตรวจหลักฐาน กระบวนการพิจารณายังไม่นับ 1

“พิชิต” ก็เพิ่งรู้จักกับ “ทักษิณ” ในฐานะ “ทนาย” กับ “ลูกความ” ได้ไม่นาน เขาจึงยืนยันว่า คนที่ถือถุง 2 ล้าน ไม่ใช่เขา

“ผมไม่เคยถือถุงเงิน 2 ล้าน ขึ้นศาล ขอให้เข้าใจตรงนี้ และผมมีเอกสารราชการ ถ้าใครมีเอกสาร มีพยานหลักฐานว่าผมถือถุงเงิน อันนี้ไม่ใช่เรื่องท้าทาย ไม่ใช่การพนันขันต่อ มันเป็นเรื่องการค้นหาความจริง ถ้าใครมีหลักฐานว่าผมถือถุงเงิน 2 ล้านกับวิชาชีพทนายความที่ผมทำงานมา 20 กว่าปี ก่อนจะว่าความให้คุณทักษิณ ผมจะมีรางวัลให้ ไปหามาเลย หลักฐานว่าผมถือถุงเงิน แต่ถ้าไม่มี อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเข้าใจ พยายามไปค้นหาพยานหลักฐานแล้วไม่มี ผมขอความเมตตาเถอะครับ ให้จบเรื่องนี้สักที มันเป็นวาทกรรมที่กลั่นแกล้งกันทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม”

“เอกสารราชการมีคนรับแล้วว่าเขาเป็นคนถือ แล้วเขาบอกด้วยว่า ผมไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้น ก่อนกล่าวหาอะไร ให้อ่านหนังสือเล่มนี้ ปัญหาคือ ในเมื่อผมไม่ได้ถือ แล้วทำไมมาหาว่าผมเป็นตัวการร่วม ตรงนี้ คือสิ่งที่คาใจ และนี่แหละคือความยุติธรรมที่หล่นหาย” พิชิต เล่าบนเวทีเปิดตัวหนังสือ

คดีถุงขนมทำให้เขาต้องถูกคำสั่ง “จำคุก” ข้อหาละเมิดอำนาจศาลแบบไม่ทันตั้งตัว พิชิต บอกว่า เป็นคนแรกในประเทศที่จบเพียงศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์-ฎีกา

คืนแรกในเรือนจำเขาต้องนอนร้องให้ และได้คาถาจากเรือนจำกลับมา “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”

เมื่อเขาออกจากเรือนจำ เขาถูกถอนใบอนุญาต เมื่อได้รับการชักชวนเป็น สส.พรรคเพื่อไทย เขาไม่ลังเล และเขาก็ได้ไปทำงานร่วมกับ “ยิ่งลักษณ์” ทำงานทั้งในสภา ทั้งในทำเนียบรัฐบาล เป็นแบ็กอัพให้ “ยิ่งลักษณ์”

และนั่นทำให้เขาได้พบหนึ่งในผู้พิพากษาที่ตัดสินให้เขาจำคุก ขณะประชุมกรรมาธิการในสภา เขาเดินไปหา พร้อมกล่าวว่า

“ผมขออนุญาตพูดอะไรคำหนึ่งด้วยความเคารพ ผมขออนุญาต พูดว่า ชีวิตผมไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่ท่านวินิจฉัยผมนะ”

แม้ในช่วงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกรัฐประหาร เขาก็เป็น “หัวหน้าทีมทนาย” แก้ต่างคดีจำนำข้าว ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็มีส่วนร่วมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้หลายคนที่เป็นมืออภิปรายต้องใช้บริการเขา

16 ปี ผ่านไปจากเหตุการณ์คดีถุงขนม ในช่วงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน “พิชิต” ถูกเรียกไปประจำการในทำเนียบอีกครั้ง ในฐานะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เขาต้องตรวจแฟ้มวาระคณะรัฐมนตรี 20 กระทรวง เพื่อทำให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย

นายพิชิต ชื่นบาน

สุดท้าย เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ ที่ฝ่ายตรงข้าม คือกลุ่ม 40 สว.ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติตัว “พิชิต” กับ นายกฯ เศรษฐา เป็นการนำความเจ็บปวดเมื่อ 16 ปีก่อน กลับมาเล่นงาน

“ก่อนผมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ท่านทักษิณไม่ได้เป็นคนแต่งตั้งตนเองเป็นรัฐมนตรีตามคำกล่าวหาของกลุ่ม 40 สว. ที่บอกว่านายทักษิณเรียกนายเศรษฐา ไปให้แต่งตั้งตนถึง  3 ครั้ง และนายเศรษฐาเป็นคนตั้งตนเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความคล่องตัว”

“เรื่องนี้ผมกล้าพูดวันที่ตั้งผม นายกฯเศรษฐา  โทร.หาผมมาหาที่ห้องทำงานหน่อย ผมออกจากตึกข้างทำเนียบเดินไป ท่านบอกรอบนี้ให้ผมเป็นรัฐมนตรี นายกฯ ทักษิณไม่ได้เป็นคนแต่งตั้ง นายกฯ เศรษฐา พูดว่า ท่านทักษิณไม่ได้ตั้งคุณพิชิต คนที่ตั้งคือผม ถ้าผมพูดผิดไปให้มีอันเป็นไปตั้งแต่บัดนี้เลย นายกฯเศรษฐา พูดอย่างนี้“

“ผมเคารพนายทักษิณ ก็ได้มีโอกาสโทร.ไปเพื่อกราบขอบคุณนายทักษิณ ว่าชีวิตผมเริ่มจากท่าน เคยทำงานกับนายทักษิณ ก็บอกตนว่า ไม่ได้เป็นตั้งรัฐมนตรี แต่เป็นนายเศรษฐาเป็นคนตั้ง ผมบอกไม่เป็นไร แล้วก็บอกนายทักษิณ ว่าจะเข้าไปกราบขอพร ตนตื๊ออย่างนี้ นายทักษิณ ยังคงบอกให้ไปขอบคุณนายเศรษฐา ดังนั้น การตัดสินใครซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ควรฟังความให้สิ้นกระแสความ ความยุติธรรมที่หล่นหายไปจากตนและนายเศรษฐา เมื่อเกิดเรื่องตนจึงลาออกจากรัฐมนตรี ตนผ่าทางตันลาออกจากรัฐมนตรีทันที แม้ตนจะถูกจำหน่ายคดีในภายหลังลาออกรัฐมนตรีหลังทำหน้าที่เพียง 24 วัน”

”ความยุติธรรมหล่นหายไม่ใช่ตัวผม นายกฯ เศรษฐาซึ่งพ้นตำแหน่งนายกฯ ด้วยข้อกล่าวหาไม่ซื่อสัตย์สุจริต เสมือนเป็นการถูกประหารชีวิต ผมเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้นายเศรษฐาพูดต่อศาล 15 นาที ท่านดูเปาบุ้นจิ้นจะสั่งประหารชีวิตใคร เปาบุ้นจิ้นยังบอกเปิดศาล นี่คือความยุติธรรมหล่นหายของนายเศรษฐา ทำให้ไม่สามารถกลับมาบริหารแสนสิริได้ นี่คือแรงจูงใจที่ผมทำหนังสือเล่มนี้ ที่ผมให้ความเคารพนายกฯ ท่านนี้“

ในระหว่างการสู้คดีของเศรษฐา “พิชิต” ได้ยื่นสำเนาคำแก้ข้อกล่าวหา ในฐานะ “ผู้เกี่ยวข้อง” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 ว่า คดีเมื่อ 16 ปีก่อน ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลตามหลักกระบวนการยุติธรรม และคดีอาญาก็อัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง

แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้ “จำหน่ายคำร้อง” ในส่วนของเขา เนื่องจากเขาลาออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถแก้ต่างได้ในศาล และในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยตามที่เขาขอแก้ข้อกล่าวหา-โต้แย้งคำร้อง

“พิชิต” เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้จำหน่ายคำร้อง กรณี “ภูมิธรรม เวชยชัย” ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ขณะเป็น รมว.ยุติธรรม โดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ระบุว่า การพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51

“กรณีคดีของผม ศาลรัฐธรรมนูญเคยสั่งจำหน่ายคดีไปเมื่อตอนลาออกจากรัฐมนตรี เป็นเหตุให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ศาลไม่นำมาพิจารณาต่อ”

“แต่กรณีนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ.ทวีแม้จะสิ้นสุดตำแหน่งรัฐมนตรี แต่คดีจะมีการพิจารณาต่อไป ทั้งที่ทั้งสองคนไม่สามารถไปแทรกแซงการทำงานของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แล้ว”

“ส่วนจะแตกต่างจากตนหรือไม่ ก็สิ้นสุดรัฐมนตรีเหมือนผม ถามว่าตอนนี้สิ้นสุดรัฐมนตรีแล้ว อีกทั้งประเด็นที่จะวินิจฉัยไม่มีแล้วที่จะไปแทรกแซงการทำงานดีเอสไอและศาลรัฐธรรมนูญก็เคยสั่ง พ.ต.อ.ทวี ห้ามแทรกแซงการทำงานของดีเอสไอ ประเด็นนี้ควรถกกันในที่สาธารณะ โดยผมไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นดูแคลนศาลแต่อย่างใด”

พิชิต ยังบอกอีกว่า “คดีฮั้ว สว. มีจิ้งจกที่ กกต. บอกมาว่าจะใส่ตู้เย็นไว้ ความยุติธรรมตามธรรมชาติ กกต. ต้องตอบมาว่าเมื่อตั้งตัวแทน 7 คนมานั่งพิจารณา หลังจากที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีคำวินิจฉัยแล้ว ทำไมตัวแทนของพวกคุณไม่ประชุมกันในเดือน ต.ค. คาดคะเนว่าในปี 2568 คงไม่ไปถึงศาลฎีกา ในชีวิตผม ผมร้องเพลงพี่มีแต่ให้ ผมไม่เคยคดโกงใครขอให้จบเรื่องส่วนตัว”

“ประเทศนี้มีคนอยู่ 2 กลุ่มในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาผมถูกกระทำ ได้จดบันทึกไว้ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่กระบวนการยุติธรรมเอื้อมมือจับง่ายมาก ตนเองก็เป็นคนหนึ่งในกลุ่มนี้ แต่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นคดีอีกประเภทหนึ่ง กระบวนการยุติธรรมเอื้อมไม่ถึงเสียที บางครั้งเอื้อมถึงแต่เมื่ออ่านคำพิพากษาก็รู้ว่าสองมาตรฐาน”

“อีกประเด็นเรื่องในประเทศน่ากลัวมาก คือองค์กรอิสระ ศาล ถือเป็นองค์กรอิสระที่อิสระจริงหรือไม่ ตนไม่มีอำนาจวาสนามา 1 ปีกว่า แต่เวลาที่สรรหาคนเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ ทำไมถึงมีการโทร.มาหาตนเพื่อขอให้ช่วยในการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งตนได้บอกถึงคนที่โทร.มาว่าตนช่วยไม่ได้ เป็นเรื่องของกรรมการสรรหา”

“ชีวิตคนหนึ่งหรือชีวิตของคนหลายคนหรือคนในบ้านเดียวกัน ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมไม่มีใครยอมใครหรอกครับ ผมเป็นคนหนึ่งจึงทำหนังสือฉบับ ตั้งใจจะแจกในงานศพ ก็เอาแต่เอามาขายในงานหนังสือนี้ก่อน” นายพิชิตทิ้งท้าย

เขาย้ำว่า “ผมไม่ได้ชั่วอย่างที่คิด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พิชิต ชื่นบาน